เข้าใจโรคเครียดหลังเหตุการณ์สะเทือนขวัญ Understanding Post-Traumatic Stress Disorder

1439 จำนวนผู้เข้าชม  | 

เข้าใจโรคเครียดหลังเหตุการณ์สะเทือนขวัญ Understanding Post-Traumatic Stress Disorder

เข้าใจโรคเครียดหลังเหตุการณ์สะเทือนขวัญ
 
Understanding Post-Traumatic Stress Disorder ( PTSD)
 

 

 

 

วิลาสินี ฝนดี

นักจิตวิทยาให้การปรึกษา

 

โรคเครียดภายหลังเผชิญเหตุการณ์สะเทือนขวัญ Post-Traumatic Stress Disorder: (PTSD) คือ

ภาวะสุขภาพจิตที่บุคคลได้ประสบกับเหตุการณ์รุนแรงหรือเหตุการณ์สะเทือนใจกับตัวเองหรือ พบเห็นผู้อื่นเผชิญหรือประสบเหตุแล้วเกิดความตกใจ สะเทือนใจจนมีอาการช็อค มีอาการเครียด และเกิดบาดแผลทางใจในช่วงเวลา หนึ่งเดือนต่อมา

 

Post-Traumatic Stress Disorder ( PTSD) เป็นภาวะความไม่ปกติด้านสุขภาพจิตอย่งหนึ่งซึ่งมีอาการที่คอยรบกวนการใช้ชีวิต เช่น มีความรู้สึกถึงประสบการณ์หรือเหตุการณ์รุนแรงที่เคยเกิดขึ้นกับตัวเอง หรือรู้สึกว่าตัวเองตกอยู่ในเหตุการณ์รุนแรงที่ผ่านมาช้ำๆ ไม่ว่าจะเป็นตอนนอนหลับหรือตอนตื่นไม่สามารถควบคุมความคิดเหล่านั้นได้ มีฝันร้าย หรือภาพเหตุการณ์เดิมๆเข้ามาในหัวเหมือนหนังที่ฉายซำ้วนกลับมาอีก เกิดมีภาวะวิตกกังวล ตื่นตระหนก ส่งผลทำให้เกิดการพยายามหลีกเลี่ยงต่อสิ่งที่เป็นตัวกระตุ้นทำให้นึกถึงเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์รุนแรงนั้น มีอาการหวาดกลัว ตื่นตะหนดง่าย และวิตกกังวล เครียด จนเป็นภาวะซึมเศร้าและรู้สึกหาทางออกไม่ได้ ส่งผลต่อการดำเนินชีวิตประจำวัน และรบกวนจิตใจอยู่ตลอดเวลา

 

 

Post-traumatic stress disorder (PTSD) หรือบาดแผลทางใจ เกี่ยวเนื่องมาจากเหตุการณ์ที่เป็นสาเหตุทำให้เกิดความเครียดจนเป็นความวิตกจริตที่ไม่ปกติ เช่น การถูกทำร้ายร่างกายและจิตใจอย่างรุนแรง ถูกขมขืน รอดชีวิตจากเหตุการณ์รุนแรง รอดตายจากสงคราม รอดตายจากภัยพิบัติ 

แต่เกิดผลกระทบด้านจิตใจที่ตามมาภายหลังเหตุการณ์อาจกินเวลาเป็นเดือนหรือเป็นปีกว่าจะเกิดอาการดังกล่าวข้างต้น ซึ่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตนั้นมีมากมาย เช่น ความเครียด ความหวาดกลัว ช็อค แพนิคแอคแทค ฝันร้าย flashback ความทรงจำย้อนกลับมาอีกบ่อยครั้ง จากเหตุการณ์สะเทือนใจที่เกิดขึ้นและสามารถถูกกระตุ้นได้ทุกเมื่อหากเจอความสะเทือนใจเช่นนั้นอีก การเป็นผู้พบเห็นเหตุการณ์สะเทือนขวัญถึงแม้ตนเองจะไม่ได้เป็นเหยื่อแต่การได้เจอหรือประสบกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับคนใกล้ชิด คนรัก หรือผู้อื่นถูกกระทำต่อหน้าต่อตาก็ก่อให้เกิดอาการ Post-traumatic stress disorder (PTSD) ขึ้นเหมือนเสมือนเป็นผู้ตกเป็นเหยื่อความรุนแรงหรือถูกกระทำได้เช่นกัน



หลายคนสามารถหายจากอาการ Post-Traumatic Stress Disorder (PTSD)ในระยะสั้น และสามารถดำเนินชีวิตต่อไปได้ แม้ว่าจะเจอกับความยากลำบากในการปรับตัวหรือใช้ชีวิตในการอยู่อย่างทุกข์ทรมานใจบ้าง แต่การดูแลตัวเองที่ดีและไปพบผู้เชี่ยวชาญในการทำบำบัดบาดแผลทางใจจะสามารถช่วยให้ผู้ประสบเหตุสามารถกลับมาใช้ชีวิตและฟื้นคืนสภาพจิตใจกลับมาดีได้อย่างถาวร ในปัจุบัน EMDR Therapy และ Brainspotting therapy ถือว่าเป็นเครื่องมือทางด้านจิตวิทยาในการทำบำบัดบาดแผลทางใจที่ทรงพลังและเห็นผลลัพธ์ที่ชัดเจนในเวลาอันรวดเร็ว

อย่างไรก็ตามเราควรระหนักรู้ในเรื่องระดับความรุนแรงของอาการ Post-Traumatic Stress Disorder (PTSD) เพื่อจะได้ดูแลตัวเอง และประเมินตัวเองเบื้องต้นก่อนการมาพบผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยาได้

ระดับขั้นของอาการ post-traumatic stress disorder (PTSD)

1.    ขั้นช็อค  ตั้งตัวไม่ทัน คือภาวะที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์รุนแรง สะเทือนขวัญที่ประสบกับตัวเองหรือเป็นผู้พบเห็นเหตุการณ์นั้นด้วยตัวเอง

2.    ขั้นปฎิเสธ ไม่ยอมรับ และมีอาการนิ่ง เย็นชา ขั้นนี้เป็นการปฎิเสธที่จะยอมรับว่ามีสิ่งนี้เกิดขึ้น การแสดงออกของอาการที่เฉยชาไร้ความรู้สึกเป็นกลไกการป้องกันตัวเองเพื่อลดความเครียดหรือวิตกกังวล การรักษาต้องช่วยให้ผ่านพ้นขั้นนี้ไปให้ได้จึงจะสามารถไปต่อในขั้นต่อไปได้

3.    ขั้นการถูกรบกวนซ้ำซาก จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น สภาพจิตใจกำลังหาทางจัดการกับสถานการณ์เลวร้ายที่ได้เกิดขึ้น ในขั้นนี้อาจมีฝันร้าย ภาพอดีตความทรงจำอันเลวร้ายย้อนกลับมา ถึงแม้ว่าเราจะคิดว่าเหตุการณ์เหล่านั้นผ่านไปนานแล้วก็ตาม แต่มันยังวนเวียนและยังอยู่ในความคิดทำให้เกิดมีอาการเศร้า เสียใจ หงุดหงิด หมดหวัง สิ้นหวัง หรือไม่สามารถควบคุมความคิดที่รบกวนจิตใจได้

4.    การฟื้นคืนสภาพจิตใจในระยะสั้น ในขั้นตอนนี้หลังจากจิตใจได้ทำการต่อสู้เอาชนะกับความลำบากต่างๆที่ได้เจอและเกิดการยอมรับ จิตใจก็เริ่มฟื้นฟูและกลับมาสู่ภาวะปกติตามขั้นพื้นฐานของการอยู่รอด เป็นการเปลี่ยนผ่านไปสู่การมีชีวิตรอด แต่ยังมีการถูกรบกวนซ้ำซากในความคิดยังคงเกิดขี้น ส่งผลต่อความเครียดและรบกวนจิตใจอยู่ตลอดเวลา

5.    การปรับโครงสร้างสำหรับการฟื้นคืนสภาพทางจิตใจอย่างถาวร สำหรับคนที่ต้องทนทุกข์ทรมานและมีบาดแผลทางใจนั้น การเปลี่ยนโครงสร้างและกลไกป้องกันทางด้านจิตใจของตนเองให้กลับมาเข้มแข็งโดยไม่ทุกข์ทรมานหรืออ่อนไหวต่อสิ่งกระตุ้นที่เคยได้รับจากเหตุการณ์อันเลวร้ายนั้นเป็นเรื่องจำเป็นอย่างยิ่ง

ดังนั้นในขั้นตอนนี้จำเป็นต้องอาศัยผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยาและนักจิตวิทยาในการทำบำบัดด้านบาดแผลทางใจ หรือ post-traumatic stress disorder ( PTSD)

เหตุการณ์ความกลัว หวาดระแวง ที่ส่งผลต่อความเครียดและเกิดเป็นความเจ็บป่วยด้านจิตใจและร่างกาย ส่งผลให้เกิดโรคซึมเศร้าดังนั้นผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยาจึงจำเป็นต้องมีการปรับโครงสร้างกระบวนการทางความคิดและความทรงจำโดยใช้การทำจิตบำบัดที่เป็นเทคนิคด้านจิตวิทยาในการทำงานลงลึกถึงระบบการทำงานของประสาทและสมอง เพื่อให้สภาพจิตใจได้ฟื้นคืนและกลับมาใช้ชีวิตได้เป็นปกติโดยไม่ถูกรบกวนจิตใจได้อย่างถาวร



อย่างไรก็หลักจากการรักษาด้วยจิตบำบัดจากผู้เชี่ยวชาญทางจิตวิทยาแล้วการฝึกฝนวิธีคิดแบบใช้จิตวิทยาเชิงบวกเข้ามาช่วยก็สามารถส่งเสริมประสิทธิภาพการรักษาโรคเครียดหลังเหตุการณ์สะเทือนขวัญ Post-Traumatic Stress Disorder (PTSD)ได้อย่างดีขึ้นอีกด้วย

จิตวิทยาเชิงบวก หรือ Positive Psychology สามารถส่งเสริมการรักษาโรคเครียดจากเหตุการณ์สะเทือนขวัญได้อย่างไร?

หลังจากการบำบัดด้วยเทคนิคทางจิตวิทยาในการรักษาPost-Traumatic Stress Disorder (PTSD) อันเป็นผลมากจากสมองยังมีความทรงจำด้านลบที่ยังค้างอยู่และยังไม่ได้ผ่านกระบวนการจัดการให้ความทรงจำนั้นให้ได้ไหลโฟลแล้ว นักจิตวิทยาจะเสริมด้วยการใช้หลักวิธีการบำบัดด้วยจิตวิทยาเชิงบวกเพื่อให้สมองที่มีความทรงจำแทนที่ด้านลบด้วยความคิดเชิงบวก การใส่ประสบการณ์ด้านบวกเข้าไปแทนที่ จะช่วยให้สมองและระบบประสาทมีการเชื่อมต่อกันและทำงานอย่างเชื่อมโยง หากสมองมีความคิดทางลบที่เกิดจากประสบการณ์แย่ๆ สมองจะถูกรบกวนให้เกิดมีความคิดและการกระทำที่เป็นปัญหา เช่นอาจนำสู่การไปหาทางออกที่ไม่เหมาะสม ติดยาเสพติด หรือมีอารมณ์แปรปรวนที่ผิดปกติอันเนื่องมาจากความเครียด

แต่หากการใช้จิตวิทยาเชิงบวกในการส่งเสริมหลังการทำจิตบำบัดเพื่อรักษา Post-Traumatic Stress Disorder (PTSD) นั้น จะช่วยให้สมองได้รับการกระตุ้น มุ่งเน้นเป้าหมายในการใช้ชีวิตอย่างมีความสุขแทนความคิดลบ

ด้วยการใช้หลักการปรับเปลี่ยนความคิดหรือพฤติกรรมที่ส่งเสริมให้ไปถึงจุดหมายความสำเร็จ มีความหวังกับสิ่งที่กำลังทำ มีความสุขในการใช้ชีวิต และเห็นคุณค่าในตัวเอง ให้กำลังใจตัวเองอยู่เสมอมีการวัดระดับความสุขโดยการใช้สเกลในรูปแบบต่างๆรวมทั้งวัดระดับสุขภาพจิตที่เพื่อได้รับการแก้ไขหากผิดปกติ

จากงานวิจัยพบว่าประสิทธิภาพของจิตวิทยาเชิงบวกนั้นจะส่งผลดีและเป็นการป้องกันการเกิดปัญหาด้านสุขภาพจิตต่างๆ เช่น โรคซึมเศร้า หรือโรคเครียดได้ดียิ่งขึ้นหากมีการตรวจเช็คประเมิน หรือมีการทำแบบทดสอบความเครียด วิตกกังวล หรือภาวะซึมเศร้าตั้งแต่เนิ่นๆ




หัวใจหลักของ จิตวิทยาเชิงบวก (Positive psychology) คือนำมนุษย์ไปสู่ประสบการณ์ด้านดีในการใช้ชีวิตอยู่บนโลก Positive psychology

จิตวิทยาเชิงบวกแบ่งออกเป็น3 ระดับคือ

1 ระดับข้างในจิตใจของตัวเอง คือ ความคิด ความรู้สึก มุมมองที่เป็นบวกที่ส่งผลต่อการดำเนินชีวิตของตัวเอง

2 ระดับตัวตนของตัวเอง คือ การดำเนินชีวิตอยู่แบบมีกำลังใจ มีความหวัง มีการให้อภัย มีความรัก และมองเห็นคุณค่าในสิ่งที่ทำ

3 ระดับสังคมที่รอบข้าง การมีปฎิสัมพันธ์กับผู้อื่น มีความรับผิดชอบ ห่วงใยกันและกัน

จิตวิทยาเชิงบวกช่วยให้เราค้นพบศักยภาพในการพัฒนาตัวเองและยังทำให้เราสามารถใช้ชีวิตได้อย่างมีความหมาย มีพลัง ความหวังและกำลังใจ

ด้วยกุญแจสำคัญดังนี้ทำให้เรามองเห็นบุคลิคกาพที่โดดเด่นของตนเอง จุดแข็งจุดอ่อน ยอมรับด้านดีและด้านลบในตัวเอง มองบวก ฝึกจิตใจให้เข้มแข็ง มีการฟื้นคืนสภาวะทางจิตใจได้ดี และมีความพยายามมานะบากบั่นในการฝ่าฟันกับอุปสรรค มีการใช้ชีวิตอย่างมีความหมาย และมองเห็นการเจริญเติบโตก้าวหน้าของชีวิต การรักษา Post-Traumatic Stress Disorder (PTSD) นั้นนักจิตวิทยาต้องใช้เทคนิคทางจิตวิทยาด้านอื่นๆเข้าร่วมในการบำบัดจิตใจให้ผู้มารับบริการด้วยทั้ง EMDR Therapy และ Brainspotting Therapy

อย่างไรก็ตามยังมีเทคนิคที่เกิดขึ้นใหม่ในเชิงการรักษาบาดแผลทางใจที่มีประสิทธิภาพและได้รับการยอมรับและใช้กันอย่างแพร่หลายอีกมากมาย ในที่นี้จะของยกตัวอย่างมา5 เทคนิคที่สำคัญดังนี้

5 เทคนิคนี้ถือเป็นเทคนิคที่มีการพิสูจน์มาแล้วจากทั่วโลกว่าได้ผลเป็นอย่างยิ่งมีประสิทธิภาพต่อการรักษา Post-Traumatic Stress Disorder (PTSD) ในระดับสากล ที่ผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยา หรือ นักจิตวิทยาผู้เชี่ยวชาญใช้ในการเพิ่มประสิทธิภาพของการรักษา



วิธีการบำบัด Post-Traumatic Stress Disorder (PTSD)  5 แบบที่ผู้เชี่ยวชาญ หรือ นักจิตวิทยานิยมใช้

  1. Cognitive-Behavioral Therapy (CBT) หรือ Cognitive Restructuring Therapy

    เป็นการเอาชนะความคิดลบ และเป็นการเน้นไปเรื่องกระบวนการคิดที่ถูกต้อง โดยใช้หลากหลายวิธีในการช่วยให้เกิดการมีสติ การรับรู้ มีใจประสานกับกายทำให้เกิดความสงบภายในจิตใจและเอาชนะกับความวิตกกังวล ความกลัว และความเครียดได้

    2. Eye Movement Desensitization and Reprocessing (EMDR Therapy) จิตบำบัดอีเอ็มดีอาร์ เป็นเทคนิคที่ได้รับการยอมรับในระดับสากลจากองค์การอนามัยโลกและสมาคมจิตแพทย์แห่งสหรัฐอเมริกา เป็นเทคนิคด้านจิตวิทยาที่การทำงานลงลึงถึงสมองส่วนกลาง รักษาและจัดการกับกระบวนการด้านลบและความคิดที่เกิดขึ้นและนำไปเก็บในที่ปลอดภัยที่ไม่สามารถมารบกวนจิตใจได้อีก และขณะนี้มี Brainspotting therapy ซึ่งเป็นขั้นadvance ของEMDR therapy ที่ลงลึกถึงระดับประสาทและสมองเช่นกัน และให้ประสิทธิภาพที่เด่นชัดกว่าในคนที่ประสบความรุนแรงมากและปัญหาค่อนข้างซับซ้อน

    3. Sound Therapy  มีประสิทธิภาพอย่างเห็นได้ชัดด้านอารมณ์ จากการศึกษาผู้มีผลกระทบจากเหตุการณ์สะเทือนขวัญของทหารผ่านศึก ด้วยการใช้เสียง และดนตรีที่ช่วยบำบัดความเครียด วิตกกังวล และลดอาการซึมเศร้า

    4. Mind-body Medicine เน้นที่การฝึกร่างกาย ช่วยเรื่องความคิด อารมณ์ที่ส่งผลต่อกาย เช่น โยคะ ฝังเข็ม หรือออกกำลังกาย

    5. Mindfulness เป็นการฝึกเจริญสติ อยู่กับปัจจุบัน ตระหนักรู้ถึงสิ่งรอบตัว ร่างกาย ความรู้สึก และความคิดใน

การบำบัดรักษาโรคเครียดจากเหตุการณ์สะเทือนขวัญ Post-Traumatic Stress Disorder (PTSD) ของนักจิตวิทยาโดยไม่ใช่ยาที่กล่าวมาข้างต้นนั้น ถือว่าเป็นเทคนิคที่ปลอดภัยต่อผู้มารับบริการ และมีประสิทธิภาพในการรักษาเป็นที่ยอมรับในระดับสากล อย่างไรก็ตามโรคเครียดจากเหตุการณ์สะเทือนใจ Post-Traumatic Stress Disorder (PTSD) หรือบาดแผลทางใจนั้นมีความซับซ้อนและไม่เหมือนกันของแต่ละคน รวมทั้งยังมีระดับความรุนแรงก็ไม่เท่ากัน
ดังนั้น ควรปรึกษานักจิตวิทยาผู้เชี่ยวชาญถึงเทคนิคและวิธีการที่เหมาะสมกับตัวเองก่อนทำการบำบัด

  
อ้างอิง:



1. บทความวิชาการที่ตีพืมพ์%20ครั้งที่%203.pdfโรคเครียดภายหลังเผชิญเหตุการณ์สะเทือนขวัญกับจิตวิทยาเชิงบวก

2. Post-Traumatic Stress Disorder and Positive Psychology

3 www.socialworkdegreeguide.com/lists/5-non-medicinal-treatments-for-ptsd/

4. https://www.verywellmind.com/what-is-positive-psychology-2794902

5. https://positivepsychology.com/post-traumatic-growth-worksheets/

6. https://positivepsychology.com/positive-psychology-and-mental-health/

7. https://thebanyans.com

8. https://www.bettermindthailand.com/content/5159/emdr-%E0%B8%AD%E0%B8%B5%E0%B9%80%E0%B8%AD%E0%B9%87%E0%B8%A1%E0%B8%94%E0%B8%B5%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%8C-eye-movement-desensitization-and-reprocessing-%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%98%E0%B8%B5%E0%B8%9A%E0%B8%B3%E0%B8%9A%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%9A%E0%B8%B2%E0%B8%94%E0%B9%81%E0%B8%9C%E0%B8%A5%E0%B8%97%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B9%83%E0%B8%88

9. https://www.bettermindthailand.com/content/6138/%E0%B8%BA%E0%B8%88%E0%B8%B4%E0%B8%95%E0%B8%9A%E0%B8%B3%E0%B8%9A%E0%B8%B1%E0%B8%94-brainspotting-%E0%B8%84%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%AD%E0%B8%B0%E0%B9%84%E0%B8%A3


 

 

 

Powered by MakeWebEasy.com
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว  และ  นโยบายคุกกี้