นักจิตวิทยากับจิตแพทย์การทำงานต่างกันอย่างไร

2758 จำนวนผู้เข้าชม  | 

นักจิตวิทยากับจิตแพทย์การทำงานต่างกันอย่างไร

ดร.มฤษฎ์ แก้วจินดา (Ph.D.)

นักจิตวิทยาการปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ และ นักจิตบำบัดชำนาญการ (EMDR/ Brainspotting)

 

หลายคนอาจสับสนระหว่างการทำงานของผู้เชี่ยวชาญสองวิชาชีพนี้ว่าทำงานต่างกันอย่างไร ในบทความนี้จึงขออธิบายคร่าวๆ เพื่อให้ผู้อ่านมีความเข้าใจมากขึ้นเกี่ยวกับการทำงานของผู้เชี่ยวชาญทั้งสองวิชาชีพนี้

นักจิตวิทยา และจิตแพทย์ มีความสำคัญด้วยกันทั้งคู่ต่อการรักษาด้านจิตใจให้กับผู้มารับบริการ โดยส่วนใหญ่ทั้งสองวิชาชีพนี้ต้องทำงานร่วมกันเพื่อประโยชน์สูงสุดแก่ผู้มารับบริการเพื่อทำให้จิตใจกลับมามีภาวะที่เป็นปกติและเข้มแข็งดังเดิม

ความเหมือนของผู้เชี่ยวชาญทั้งสองวิชาชีพนี้คือ ต้องมีความรู้และความเข้าใจในระบบกลไก การทำงานของสมองเช่นเดียวกัน

จิตแพทย์จะเน้นศึกษาระบบการทำงานของสมองที่ตอบสนองต่อยาที่ใช้ในการรักษาอาการผิดปกติทางจิต

ส่วนนักจิตวิทยาจะเน้นการทำจิตบำบัดที่ตอบสนองต่อกลไกการทำงานของสมอง และวัดผลโดยดูจากระบบของสมองที่ถูกรบกวนอันสืบเนื่องมาจากพฤติกรรมและความเครียด หรือ ความคิดเป็นหลัก

ทั้งจิตแพทย์และนักจิตวิทยาใช้หลักการทางวิทยาศาสตร์ในการช่วยเหลือทางด้านจิตใจ และพัฒนาชีวิตจิตใจของคนให้กลับสู่สมดุลย์ และ มีความสุขในการดำเนินชีวิตต่อไป

ด้านการรักษา

จิตแพทย์ โดยทั่วไปจะสั่งจ่ายยาอยู่แล้วเป็นพื้นฐาน การให้บริการจึงเน้นไปทางด้านการรักษาด้วยการใช้ยาเป็นหลัก มีการปรับลดยา หรือเพิ่มปริมาณยาเพื่อให้สมดุลกับระดับเคมีในสมอง การให้บริการจะไม่เน้นการให้คำปรึกษา แต่จะเน้นการจ่ายยาเนื่องจากปริมาณคนไข้ที่มีจำนวนมาก แต่อาจให้การปรึกษาบ้างในบางกรณี

ส่วนนักจิตวิทยา  เชี่ยวชาญด้านจิตบำบัด ให้คำปรึกษาในปัญหา ความเครียด วิตกกังวล อันเนื่องมาจากสาเหตุปัจจัยด้านครอบครัว หรือสัมพันธภาพ การบำบัดของนักจิตวิทยา จะไม่เน้นการใช้ยา หรือจ่ายยา

อย่างไรก็ตามนักจิตวิทยาจะต้องมีความรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับยาทางจิตเวชและผลข้างเคียงอยู่ด้วย นักจิตวิทยาจะมุ่งเน้นให้บริการด้านจิตบำบัด และ การให้การปรึกษาเป็นหลัก

การวิเคราะห์สภาวะทางจิตใจที่ส่งผลต่อร่างกาย และ สมองจึงเป็นสิ่งที่สำคัญเป็นอย่างยิ่ง นอกจากนี้แล้วฝึกปฎิบัติด้านการให้คำปรึกษาหรือทำจิตบำบัดที่มีการเก็บชั่วโมงที่นานนับปีก็เพื่อให้การฝึกฝนปฎิบัติเกิดความชำนาญโดยผ่านการกำกับดูแลผู้ทรจากผู้ทรงคุณวุฒิด้วยกระบวนการที่ซับซ้อนและหลากหลายขั้นตอน

นักจิตวิทยาจะเน้นเทคนิคในการดูแล บำบัดด้านจิตใจ อารมณ์ ความเจ็บปวดจากเหตุการณ์ในอดีต และเน้นการปรับพฤติกรรม หรือ สร้างทัศนคติที่ดีเป็นบวก เข้าใจตัวเอง ให้คำแนะนำในการแก้ไขด้านจิตใจ สร้างแรงบันดาลใจจากภายในจิตใจ แก้ปมปัญหาที่เป็นสาเหตุทำให้ชีวิตในปัจจุบันติดขัดและ ไม่สามารถเติบโตต่อไปในอนาคตได้

นักจิตวิทยามีหลากหลายสาขา เช่น นักจิตวิทยาคลินิกเน้นการใช้เครื่องมือทางจิตวิทยาและ แบบทดสอบ การตรวจวัดผลเพื่อนำมาวิเคราะห์สภาวะด้านจิตใจในแต่ละคน เน้นประสิทธิภาพ และเน้นได้ผลลัพธ์ที่มีประสิทธิภาพในการรักษาบำบัดอาการทางใจ

ส่วนนักจิตวิทยาให้การปรึกษาเน้นการใช้เทคนิคด้านจิตวิทยา ความเชี่ยวชาญด้านการพัฒนาสัมพันธภาพในการบำบัดรักษาด้านจิตใจ แก้ปมปัญหาที่ไม่หลุดในอดีต และยังตามรบกวนการใช้ชีวิตในปัจจุบัน นอกจากนี้ยังเชี่ยวชาญการประยุกต์ใช้เทคนิค ศาสตร์ทางจิตวิทยาเครื่องมือวิเคราะห์ทางจิตเพื่อดำเนินการช่วยเหลือผู้รับบริการให้กลับสู่ภาวะปกติก่อนที่จะส่งผลเสียต่อสมองและผลกระทบต่อความคิดที่จะทำร้ายตัวเองและผู้อื่น

 

ด้านการศึกษา

การจะเป็นจิตแพทย์ได้นั้นจะต้องผ่านการเรียนจบทางสายแพทย์ก่อน จึงจะไปต่อเฉพาะทางเป็นจิตแพทย์อีก 3 - 4 ปี เน้นด้านการทำวินิจฉัยด้านความผิดปกติหรืออาการทางจิตใจและรักษาอาการเหล่านั้นด้วยยาที่จะทดลองในแต่ละตัว

จิตแพทย์ส่วนใหญ่จะทำงานอยู่ในโรงพยาบาล แผนกจิตเวชและผู้รับบริการส่วนมากจะเป็นผู้ป่วยที่มีอาการทางจิตที่ค่อนข้างอยู่ในระดับขั้นรุนแรงแล้ว ผู้มารับบริการส่วนใหญ่มักมีความก้าวร้าวทางพฤติกรรม และอารมณ์ ซึ่งเป็นผลจากเคมีในสมองถูกกดดันจากความเครียด หรือความผิดปกติด้านจิตใจต่างๆจนเกิดความผิดปกติที่แสดงออกทางด้านร่างกาย

การศึกษาด้านจิตวิทยาของนักจิตวิทยามีหลายสาขา และสามารถเลือกเฉพาะทางได้เมื่อเรียนในระดับปริญญาโทขึ้นไป  หลังจบปริญญาตรีจะเรียนต่ออีก 2 – 3 ปี เน้นเฉพาะทางด้านจิตวิทยาสาขาที่สนใจ ได้แก่ จิตวิทยาการปรึกษา จิตวิทยาคลินิก จิตวิทยาชุมชน จิตวิทยาพัฒนาการ

ส่วนในระดับปริญญาเอกมักจะใช้เวลาอย่างน้อย 5 ปีขึ้นไป เน้นการทำวิจัยด้านจิตวิทยา และเน้นความเชี่ยวชาญด้านจิตวิเคราะห์ โฟกัสการวินิฉัยโรคทางจิตเวชและการทำจิตบำบัดเชิงลึก เพื่อให้เกิดความเชี่ยวชาญในการวิเคราะห์และการรักษา

มาตรฐานการทำงานในสายงานนักจิตวิทยาและนักจิตบำบัดนั้น หลักสูตรจะกำหนดให้ผู้เรียนต้องจบจากสถาบันการศึกษาที่มีมาตรฐานและเป็นที่ยอมรับ และที่สำคัญต้องผ่านการฝึกอบรมและทำงานกับหน่วยงานที่ให้บริการทางจิตวิทยาโดยเฉพาะ และต้องเป็นที่ยอมรับในระดับสากล เพราะการให้การปรึกษาเชิงจิตวิทยาและการทำจิตบำบัดนั้นจรรยาบรรณทางวิชาชีพของนักจิตวิทยาและความรับผิดชอบต่อสังคมถือเป็นเรื่องสำคัญเป็นอย่างยิ่ง นอกจากนี้ยังต้องคำนึงถึงเรื่องความปลอดภัย การรักษาความลับ และแนวทางการรักษาแก้ไขอาการทางจิตใจ หรือแนะนำวิธีคิดทัศนคติที่ช่วยลดปัญหาที่เกิดขึ้นเพื่อให้ชีวิตของผู้รับบริการมีการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นหลังจากมารับบริการกับผู้เชี่ยวชาญที่เป็นมืออาชีพ

นอกจากนั้นแล้วนักจิตวิทยายังต้องออกปฎิบัติงานจริงและจะต้องเพิ่มพูนประสบการณ์และเข้าอบรมเพื่อเก็บชั่วโมงการเรียนรู้ที่อัพเดทอยู่เสมอทางด้านจิตวิทยาจากทางสมาคมนักจิตวิทยาระดับสากล เช่น American Psychology Association หรือ APA ซึ่งจัดขึ้นทุกปี เพื่อเพิ่มพูลความรู้ ความเชี่ยวชาญและ เพื่อใช้สำหรับการต่ออายุใบอนุญาต การประกอบวิชาชีพด้านจิตวิทยา สำหรับในประเทศไทยยังไม่มีกฎหมายบังคับใช้การมีใบประกอบวิชาชีพของนักจิตวิทยาการ อย่างไรก็ตามการเข้าสัมนาอบรมเพื่อเพิ่มพูลความรู้ใหม่เพื่อนำมาพัฒนาการให้บริการด้านจิตวิทยาก็ถือว่าเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งต่องานทางด้านจิตวิทยาและต้องนำความรู้และวิวัฒนาการใหม่ๆจากการอบรมออกไปทำงานจริงและเป็นการพัฒนาตนเองอย่างสม่ำเสมอต่อเนื่อง

การทำงานด้านจิตวิทยานั้นมีความละเอียดอ่อน และต้องรับผิดชอบต่อชีวิต และ จิตใจของผู้มารับการ ความรับผิดชอบต่อสังคมถือเป็นจรรยาบรรณขั้นพื้นฐานในการให้บริการด้านจิตวิทยา ซึ่งไม่แตกต่างจากการรับบริการทางการแพทย์ด้านอื่นๆ ดังนั้นการเรียนรู้จึงใช้เวลานับปีเพื่อให้เกิดความรู้และความเข้าใจอย่างถ่องแท้ในเรื่องสภาวะด้านจิตใจ สาเหตุ และผลกระทบ

การฝึกปฎิบัติงานและการเก็บชั่วโมงที่ยาวนานโดยผ่านการกำกับดูแลจากผู้เชี่ยวชาญที่มีคุณวุฒิสูงกว่า จึงต้องอาศัยความเป็นมืออาชีพและความถูกต้องแม่นยำ และที่สำคัญต้องยึดหลักด้านคุณธรรมและจริยธรรมที่จะไม่แสวงหาประโยชน์จากผู้มารับบริการที่มีความอ่อนแอด้านจิตใจอยู่แล้ว

ดังนั้นการเรียนรู้จึงต้องผ่านการฝึกอบรมจากสถาบันที่เชื่อถือได้ เป็นหน่วยงานที่รัฐบาลในประเทศนั้นๆให้การรับรองและควรเป็นสถาบันที่มีชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับในระดับสากล คุณสมบัติของผู้เรียนก็เป็นถือเป็นสิ่งที่สำคัญไม่แพ้กัน

ในระดับสากลมาตรฐานการทำงานในสาขาอาชีพนักจิตวิทยาค่อนข้างเข้มงวดและให้ความสำคัญในการคัดเลือกผู้เข้าเรียนเป็นอย่างมาก ผู้ที่มีความสนใจในสาขาอาชีพนักจิตวิทยาต้องมีความเข้าใจในกระบวนการ และผลกระทบต่อตัวเองและต่อผู้ที่ตนให้บริการ และอาจต้องผ่านงื่อนไขหลายประการจากผู้คัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาต่อ นอกจากนี้ในการรับเข้าทำงานเป็นนักจิตวิทยาก็ต้องผ่านการคัดเลือกอย่างเข้มงวดเช่นกัน

ดังนั้นการทำงานของนักจิตวิทยา กับจิตแพทย์ที่ช่วยบำบัดปมความทุกข์และแก้ไขข้อบกพร่องในอดีตที่ส่งผลรบกวนในปัจจุบันจึงเป็นงานด้านจิตวิทยาบริการที่แตกต่างกับ ไลฟโค๊ชโดยสิ้นเชิง 

านส่วนใหญ่ของนักจิตวิทยาจะประกอบไปด้วย การให้การปรึกษาหรือทำจิตบำบัด การทำจิตวิเคราะห์ประเมินผลการทดสอบด้านจิตวิทยา ส่งเสริมการฝึกฝนเทคนิคการแก้ปัญหา นำทฤษฏีมาประยุกต์ใช้ เน้นการปรับพฤติกรรม และเน้นพัฒนาแก้ไขความคิดที่เป็นปัญหา ปรับทัศนคติที่เป็นลบต่อตัวเอง ต่อผู้อื่นและต่อสังคมรอบข้าง ต้องรู้กระบวนการแก้ปัญหาด้านโรคเครียด ซึมเศร้า วิตกกังวล นอนไม่หลับ กินผิดปกติ หรือ eating disorders และปัญหาด้านบุคคลภาพบกพร่องที่สืบเนื่องมากจากการเลี้ยงดู หรือ การกระทบกระเทือนจิตใจ หรือถูกทำร้ายด้านร่างกายและจิตใจจนเกิดเป็นบาดแผลทางใจ

 

 

แล้วเราควรไปพบใคร? 

ทั้งจิตแพทย์ และนักจิตวิทยามีการทำงานที่มุ่งเน้นเรื่องของสุขภาพจิต แต่วิธีปฎิบัติและการรักษาอาจแตกต่างกัน ดังนั้นขึ้นอยู่กับเราว่าวิธีไหนที่เหมาะสมกับสภาวะทางจิตใจและร่างกายของเรา ด้วยการประเมินตนเองในเบื้องต้น

เช่น หากเรามีปัญหาด้านระบบประสาทและสมอง มีประวัติคนในครอบครัวป่วยทางจิตจนต้องใช้ยารักษา มีความผิดปกติของสารเคมีในสมองจนเกิดอาการทางจิต หรือโรคทางสมอง มีประวัติคนในครอบครัวมีอาการป่วยทางจิตเวชหรือโรคจิตเภทบางชนิดที่ซับซ้อน หรืออาจเป็นอันตรายแก่ผู้อื่น หรือตัวเอง หูแว่ว(ได้ยินเสียงกระซิบในหูตลอดเวลา) หรือประสาทหลอน(เห็นภาพตรงหน้า ที่มันไม่มีอยู่จริง) เช่น อาการของโรค Schizophrenia หรือ psychosis เหล่านี้ควรไปพบจิตแพทย์เพื่อรับการบำบัดด้วยยา

ส่วนภาวะซึมเศร้า และภาวะความเครียด วิตกกังวลไม่ได้ถูกระบุไว้ใน therapeutic treatment ว่าต้องรักษาด้วยการใช้ยา และส่วนใหญ่เกิดจากความเครียดหรือเหตุการณ์ที่สะเทือนใจในอดีต ดังนั้นผู้รับบริการทุกคนมีทางเลือกที่จะไม่พึงยาต้านซึมเศร้า

การไปพบนักจิตวิทยาเพื่อวินิฉัยเบื้องต้นก่อนการใช้ยา อาจเหมาะสมกว่าเพราะสาเหตุของความเครียดและภาวะซึมเศร้าเกิดได้จากหลายสาเหตุ บางครั้งการใช้ยาอาจเป็นการแก้ที่ปลายเหตุและยามีผลข้างเคียงที่อันตราย 

ทั้งนักจิตวิทยา และ จิตแพทย์ มีความสำคัญต่อการรักษาสุขภาพจิตใจของผู้รับบริการ ดังนั้นการเลือกไปพบวิชาชีพใดนั้นควรดูเงื่อนไขสภาวะด้านร่างกายและจิตใจของตัวเราเอง 

อย่างไรก็ตามการมาพบจิตแพทย์ และ นักจิตวิทยาควรมีการเตรียมตัวล่วงหน้า และควรให้ความร่วมมือกับนักจิตวิทยาหรือจิตแพทย์เพื่อจะได้ช่วยแก้ไขปัญหาได้ตรงจุดและไม่ต้องเสียเวลานาน

จิตใจคนเราก็เหมือนร่างกายที่อาจเกิดการเจ็บป่วยและไม่สบายได้ดังนั้นการที่เราตัดสินใจมาพบผู้เชี่ยวชาญเพื่อหาทางแก้ไขรักษาเพื่อพบทางออกให้ชีวิตดีขึ้นเห็นการเปลี่ยนแปลง จึงเป็นการดูแลสุขภาพใจที่ถูกต้อง และถือว่ามีความกล้าหาญที่กล้าตัดสินใจมาขอความช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยาโดยไม่ปล่อยปะละเลยการดูแลด้านจิตใจของตนเองให้ต้องทนทุกข์ทรมาน



อ้างอิง:  

1. apa.org-action-science-brain-science
2. Harvard health publishing
3. https://www.bettermindthailand.com/
4. https://www.facebook.com/BettermindThailand








 



Powered by MakeWebEasy.com
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ นโยบายความเป็นส่วนตัวและคุกกี้