นักจิตวิทยากับจิตแพทย์การทำงานต่างกันอย่างไร

1652 จำนวนผู้เข้าชม  | 

นักจิตวิทยากับจิตแพทย์การทำงานต่างกันอย่างไร

ดร.มฤษฎ์ แก้วจินดา ( Ph.D.) นักจิตวิทยาการปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ


หลายคนอาจสับสนระหว่างการทำงานของผู้เชี่ยวชาญสองวิชาชีพนี้ว่าทำงานต่างกันอย่างไร ในบทความนี้จึงขออธิบายคร่าวๆ เพื่อให้ผู้อ่านมีความเข้าใจมากขึ้นเกี่ยวกับการทำงานของผู้เชี่ยวชาญทั้งสองวิชาชีพนี้

นักจิตวิทยา และจิตแพทย์ มีความสำคัญด้วยกันทั้งคู่ต่อการรักษาด้านจิตใจให้กับผู้มารับบริการ โดยส่วนใหญ่ทั้งสองวิชาชีพนี้ต้องทำงานร่วมกันเพื่อประโยชน์สูงสุดแก่ผู้มารับบริการเพื่อทำให้จิตใจกลับมามีภาวะที่เป็นปกติและเข้มแข็งดังเดิม

ความเหมือนของผู้เชี่ยวชาญทั้งสองวิชาชีพนี้คือ ต้องมีความรู้และความเข้าใจในระบบกลไก การทำงานของสมองเช่นเดียวกัน นักจิตวิทยาจะศึกษากลไกการทำงานของสมองและเน้นการวัดผลด้านการทำงานของสมองที่สืบเนื่องมาจากพฤติกรรมของมนุษย์

ส่วนจิตแพทย์จะศึกษาระบบการทำงานของสมองที่ตอบสนองต่อยาที่ใช้ในการบำบัดรักษาอาการทางจิต ทั้งคู่ใช้หลักการทางวิทยาศาสตร์ในการช่วยเหลือทางด้านจิตใจ และพัฒนาชีวิตคนให้กลับสู่สมดุลย์ และ มีความสุขในการดำเนินชีวิตต่อไป

ด้านการรักษา

จิตแพทย์ เชี่ยวชาญการใช้ยาอยู่แล้วเป็นพื้นฐาน การให้บริการจึงเน้นไปทางด้านการรักษาด้วยการใช้ยาเป็นหลัก มีการปรับลดยา หรือเพิ่มปริมาณยาเพื่อให้สมดุลกับระดับเคมีในสมอง การให้บริการจะไม่เน้นการให้คำปรึกษา แต่จะเน้นการจ่ายยาเนื่องจากปริมาณคนไข้ที่มีจำนวนมาก แต่บางกรณีก็อาจให้การบำบัดทางจิตด้วยเทคนิคทางด้านจิตวิทยาบ้าง

ส่วนนักจิตวิทยาเน้นการบำบัดด้านจิตใจโดยไม่ใช้ยา เชี่ยวชาญการให้การปรึกษาและสภาวะทางจิตใจที่ส่งผลต่อสมองและร่างกายมากกว่าด้วยพื้นฐานด้านวิชาที่เรียนและการฝึกปฎิบัติ

นักจิตวิทยาจะเน้นเทคนิคในการดูแล บำบัดด้านจิตใจ อารมณ์ ความเจ็บปวดจากเหตุการณ์ในอดีต และเน้นการปรับพฤติกรรม หรือ สร้างทัศนคติที่ดีบวก เข้าใจตัวเอง ให้คำแนะนำในการแก้ไขด้านจิตใจ สร้างแรงบันดาลใจจากภายในจิตใจ โดยไม่ต้องพึ่งยา

นักจิตวิทยามีหลากหลายสาขา เช่น นักจิตวิทยาคลินิกเน้นการใช้เครื่องมือ แบบทดสอบ การตรวจวัดผลเพื่อนำมาวิเคราะห์สภาวะด้านจิตใจในแต่ละคน เน้นประสิทธิภาพ และผลลัพธ์ ในการรักษา

ส่วนนักจิตวิทยาให้การปรึกษาเน้นการใช้เทคนิคด้านจิตวิทยา ความเชี่ยวชาญด้านการพัฒนาสัมพันธภาพในการบำบัดรักษาด้านจิตใจ เชี่ยวชาญการประยุกต์ใช้เทคนิค ศาสตร์ทางจิตวิทยาเครื่องมือวิเคราะห์ทางจิตเพื่อดำเนินการช่วยเหลือผู้รับบริการให้กลับสู่ภาวะปกติก่อนที่จะส่งผลเสียต่อสมองและผลกระทบอื่นๆทางร่างกาย


ด้านการศึกษา

จิตแพทย์จะต้องเรียนจบแพทย์ก่อน จึงไปต่อเฉพาะทาง ด้านจิตบำบัดอีก 3 - 4 ปี ที่เน้นด้านการวินิจฉัยความผิดปกติหรืออาการทางจิตและรักษาอาการเหล่านั้นด้วยยาด้านจิตเภท

จิตแพทย์ส่วนใหญ่จะทำงานอยู่ในโรงพยาบาล แผนกจิตเวชและผู้รับบริการส่วนมากจะเป็นผู้ป่วยที่มีอาการทางจิตที่ค่อนข้างถึงระดับขั้นรุนแรงแล้ว และมีความก้าวร้าวทางพฤติกรรม และอารมณ์

ส่วนนักจิตวิทยามีหลายสาขา และหลายระดับของการศึกษา นักจิตวิทยาที่จบการศึกษาระดับปริญญาโทขึ้นไปจะเรียน 2 – 3 ปี เน้นเฉพาะทางด้านจิตวิทยาที่สนใจ ได้แก่ จิตวิทยาการปรึกษา จิตวิทยาคลินิก จิตวิทยาชุมชน จิตวิทยาพัฒนาการ

ส่วนในระดับปริญญาเอกขึ้นไปการศึกษาในระดับนี้จะใช้เวลามากกว่า 5 ปี เน้นการทำวิจัยด้านจิตวิทยา และ มีความเชี่ยวชาญด้านการวิเคราะห์ วินิฉัยโรคทางจิตเภทเน้นให้นักจิตวิทยามีความเชี่ยวชาญและลงลึกเฉพาะทางมากขึ้น โดยผู้เรียนจะศึกษาแบบเจาะลึกเน้นไปในความเชี่ยวชาญในการวิเคราะห์และรักษา

หลักสูตรจะกำหนดให้ผู้เรียนต้องผ่านการฝึกงานกับหน่วยงานที่ให้บริการทางจิตวิทยา และต้องเป็นที่ยอมรับระดับสากลเพื่อการปฎิบัติงานจริงและเพิ่มพูนประสบการณ์ให้มีความเชี่ยวชาญมากขึ้น ส่วนใหญ่จะประกอบไปด้วย การให้การปรึกษาหรือทำจิตบำบัด วิเคราะห์ผลการทดสอบด้านจิตวิทยา ฝึกฝนเทคนิคการแก้ปัญหา นำทฤษฏีมาประยุกต์ใช้ เน้นการปรับพฤติกรรม และเน้นพัฒนาแก้ไขความคิดที่เป็นปัญหา

 


แล้วเราควรไปพบใคร? 

ทั้งจิตแพทย์ และนักจิตวิทยามีการทำงานที่มุ่งเน้นเรื่องของสุขภาพจิต แต่วิธีปฎิบัติและการรักษาจะแตกต่างกัน ดังนั้นขึ้นอยู่กับเราว่าวิธีไหนที่เหมาะสมกับสภาวะทางจิตใจและร่างกายของเรา ด้วยการประเมินตนเองในเบื้องต้น

เช่น หากเรามีปัญหาด้านระบบประสาทและสมอง มีประวัติคนในครอบครัวป่วยทางจิตจนต้องใช้ยารักษา มีความผิดปกติของสารเคมีในสมองจนเกิดอาการทางจิต หรือโรคทางสมอง มีประวัติคนในครอบครัวมีอาการป่วยทางจิตเวชหรือโรคจิตเภทบางชนิดที่ซับซ้อน หรืออาจเป็นอันตรายแก่ผู้อื่น หรือตัวเอง หูแว่ว(ได้ยินเสียงกระซิบในหูตลอดเวลา) หรือประสาทหลอน(เห็นภาพตรงหน้า ที่มันไม่มีอยู่จริง) เช่น อาการของโรค Schizophrenia หรือ psychosis เหล่านี้ควรไปพบจิตแพทย์เพื่อรับการบำบัดด้วยยา

ส่วนภาวะซึมเศร้า และภาวะความเครียด ไม่ได้ถูกระบุไว้ใน therapeutic treatment ว่าต้องรักษาด้วยการใช้ยา และส่วนใหญ่เกิดจากความเครียดหรือเหตุการณ์ที่สะเทือนใจในอดีต ดังนั้นผู้รับบริการทุกคนมีทางเลือกที่จะไม่พึงยาต้านซึมเศร้า

การไปพบนักจิตวิทยาเพื่อวินิฉัยเบื้องต้นก่อนการใช้ยา จึงน่าจะเหมาะสมกว่าเพราะสาเหตุของความเครียดและภาวะซึมเศร้าเกิดได้จากหลายสาเหตุ บางครั้งการใช้ยาอาจเป็นการแก้ที่ปลายเหตุและยามีผลข้างเคียงที่อันตราย  นักจิตวิทยาจะช่วยแก้ไข แนะนำวิธีปฎิบัติเพื่อรักษาได้ถูกจุด มีประสิทธิภาพในระยะยาว และช่วยป้องกันการกลับไปสู่ภาวะซึมเศร้าได้อีก 

สองวิชาชีพนี้มีความสำคัญต่อการรักษาสุขภาพจิตใจของผู้รับบริการ ดังนั้นการเลือกไปพบวิชาชีพใดนั้นควรดูเงื่อนไขสภาวะด้านร่างกายและจิตใจของตัวเราเอง หากไม่แน่ใจหรือสงสัยสอบถามBetter Mind โทร 0831206556

อ้างอิง:  

apa.org-action-science-brain-science
2. Harvard health publishing
3. https://www.bettermindthailand.com/
4. https://www.facebook.com/BettermindThailand








 



Powered by MakeWebEasy.com
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ นโยบายความเป็นส่วนตัวและคุกกี้