บอกลูกอย่างไร เมื่อพ่อ-แม่ต้องหย่าร้าง

181 จำนวนผู้เข้าชม  | 

บอกลูกอย่างไร เมื่อพ่อ-แม่ต้องหย่าร้าง

โดย ดร. มฤษฎ์ แก้วจินดา (Ph.D) นักจิตวิทยาการปรึกษาผู้เชียวชาญ

  เชื่อว่าทุกคู่ที่แต่งงานกันไม่มีใครอยากมาถึงจุดของการหย่าร้าง แต่ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตามหากเป็นทางออกที่ดีที่สุดสำหรับชีวิตคู่แล้วก็อย่าลืมการเตรียมความพร้อมด้านจิตใจให้กับลูกด้วยเช่นกัน เพราะทุกการหย่าร้างส่งผลกระทบด้านจิตใจโดยตรงต่อเด็ก ปฎิกิริยาอันดับแรกที่เห็นในเบื้องต้นจากลูกมักจะมีอาการ ช็อค ไม่เข้าใจ เสียใจ หงุดหงิด ฉุนเฉียว โกรธ และกังวล

  การสื่อสารกับลูกในปัญหาหย่าร้างของพ่อแม่จึงเป็นเรื่องที่จำเป็นอย่างยิ่ง เพื่อบรรเทาความเครียด วิตกกังวล ภาวะทางอารมณ์ที่ตามมา และแม้ว่าการพูดคุยในเรื่องนี้จะไม่ใช่เรื่องง่ายก็ตาม แต่พ่อและแม่ควรต้องตระหนักและสื่อสารกับลูกโดยหาช่วงเวลาที่เหมาะสมเพื่อพูดคุย

สิ่งที่สำคัญที่สุดที่พ่อ-แม่ควรทำคือ

1. บอกความจริงกับลูก
ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะบอกเรื่องร้ายที่จะเกิดขึ้นในชีวิตของลูกให้ลูกได้รับรู้ อย่างไรก็ตามมันเป็นสิ่งที่จำเป็นที่พ่อ-แม่ควรหาช่วงเวลา และการสนทนา ที่เหมาะกับวัยและวุฒิภาวะของลูก ทั้งพ่อ และแม่ ควรฝึกที่จะระงับอารมณ์โกรธ เกลียด และไม่ว่าร้ายใส่กันในขณะที่อยู่ต่อหน้าลูก ให้คิดอยู่เสมอว่า เราต้องช่วยลูกให้ผ่านพ้นช่วงเวลาที่ยากลำบากสำหรับเขาไปให้ได้ ควรอธิบายให้ลูกเข้าใจถึงการใช้ชีวิตที่เปลี่ยนไปจากเดิม เมื่อพ่อ-แม่มีทัศนคติในเรื่องความรักที่เปลี่ยนไป มีความเห็นไม่เหมือนกันอีกต่อไป จึงไม่สามารถที่จะอยู่ด้วยกันอย่างเดิมได้ ต้องให้ความชัดเจนในเรื่องการตัดสินใจหย่าร้าง และ แผนการในการรับผิดชอบลูก และต้องเน้นย้ำว่า พ่อกับแม่ยังรักลูกเหมือนเดิม ความรักที่พ่อกับแม่มีให้ลูกเป็นความรักที่ไม่มีวันเปลี่ยนแปลง และ สาเหตุที่พ่อกับแม่ไม่ได้อยู่ด้วยกันไม่ใช่สาเหตุที่มาจากลูก

อย่างไรก็ตามเด็กมักจะมีความคิดโทษตัวเองถึงแม้ว่าพ่อกับแม่จะบอกว่าสาเหตุการหย่าร้างไม่เกี่ยวกับเขาก็ตามดังนั้นพ่อและแม่ควรให้ความมั่นใจในเรื่องนี้อย่างสม่ำเสมอว่าการหย่าร้างไม่ได้มีสาเหตุมาจากเขาและ ตอบคำถามลูกอย่างชัดเจนถึงสาเหตุการหย่าร้างและต้องให้ข้อมูลอย่างเพียงพอเพื่อที่เขาจะได้เตรียมใจกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคตหลังจากนี้ แต่อาจไม่จำเป็นต้องบอกความจริงทั้งหมดหากมันส่งผลร้ายกระทบจิตใจลูกมากกว่าผลดี

2.เตรียมรับมือกับปฎิกิริยาด้านลบของลูก
หลักจากบอกให้ลูกรับรู้แล้ว ลูกอาจมีปฎิกิริยา เศร้าเสียใจ ผิดหวังกับสิ่งที่เกิดขึ้นในอย่างเห็นได้ชัด แต่ในเด็กบางคนภาวะด้านอารมณ์เหล่านี้อาจจะยังไม่เกิดขึ้นในทันทีแต่จะเกิดในภายหลัง นั่นเป็นภาวะที่เด็กพยายามจะปฎิเสธการรับรู้ถึงสถานการณ์จริงที่เกิดขึ้น และยังคงคิดหาวิธีที่จะทำให้ทั้งพ่อและแม่กลับมาเป็นเหมือนเดิม แม้มันจะไม่สามารถกลับมาเป็นแบบเดิมได้ก็ตาม ดังนั้นพ่อ-แม่ต้องชัดเจนกับการจบความสัมพันธ์ภาพระหว่างคู่สมรส และควรจบกันด้วยดี มีการสื่อสารให้ลูกเข้าใจ ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญมากและอาจมีผลกระทบด้านจิตใจกับลูก ทั้งในระยะสั้นและระยะยาวต่อลูกในอนาคต และแบบอย่าง หรือทัศนคติด้านความรักเมื่อวันหนึ่งลูกไปมีชีวิตคู่ของตนเอง

ควรสังเกตุอาการหลังจากนี้ เด็กอาจมีความเครียดเกิดขึ้น เมื่ออยู่ที่โรงเรียน อยู่กับเพื่อน หรืออาจมีความเปลี่ยนแปลงที่ผิดปกติด้าน การกิน และการนอน อย่างไรก็ตามทั้งพ่อและแม่ควรให้ความมั่นใจ และ พูดคุยกับลูกถึงแผนการการเลี้ยงดู และความรับผิดชอบต่อลูกของพ่อกับแม่ และต้องเตรียมคำตอบสำหรับคำถามที่อาจเกิดขึ้น เช่น หนูจะอยู่กับใคร หนูต้องย้ายโรงเรียนไหม  พ่อ กับ แม่ จะไปอยู่ที่ไหน ช่วงปิดเทอมหนูต้องอยู่กับพ่อหรือแม่ ตอบลูกให้ชัดเจน เพื่อลูกจะได้รับมือและเตรียมใจสำหรับการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้น



3.อยู่เคียงข้างลูกและคอยเป็นกำลังใจให้ลูก
พ่อ-แม่หย่าร้างเป็นความสูญเสียที่ยิ่งใหญ่ในชีวิตของลูก เหมือนความหวังในอนาคตครอบครัวที่ลูกมีได้พังทลายลง เด็กจะครำครวญเสียใจ และหวังเสมอที่จะให้พ่อ-แม่กลับมาอยู่ด้วยกันตามเดิม ดังนั้นพ่อและแม่ต้องทำความเข้าใจว่ามันเป็นการสูญเสียอย่างร้ายแรงในชีวิตเขา และควรช่วยให้ลูกสามารถที่จะปรับตัวกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นให้ได้

พ่อและแม่ควรดูแล และ ให้กำลังใจ ใส่ใจในความรู้สึกของลูกอย่างจริงจัง เพื่อให้ลูกรู้สึกถึงความห่วงใยจากพ่อ-แม่ รับฟังเมื่อลูกต้องการระบาย บางครั้งความสับสนด้านอารมณ์ของลูก ทำให้ยากที่จะสื่อสารออกมาเป็นคำพูด แต่พ่อ-แม่ควรหาวิธีให้ลูกได้เล่าหรือพูดในสิ่งที่เขาคิดอยู่ในใจ และควรเป็นผู้ฟังที่ดี ให้การสนับสนุนลูกในเรื่องต่างๆ ให้กำลังใจในการปรับตัวเรียนรู้กับสถานการณ์ใหม่ๆ และ การเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้น

นอกจากนี้ทั้งพ่อและแม่ต้องหมั่นดูแลสุขภาพร่างกายและจิตใจของตัวเองให้สมบรูณ์แข็งแรง ความเครียด ความกดดันภาวะด้านอารมณ์ และจิตใจที่แปรปรวนต่างๆ อาจเกิดขึ้นหลังการหย่าร้าง ดังนั้นการดูแลตัวเองใส่ใจสุขภาพให้แข็งแรงเพื่ออยู่เป็นกำลังใจให้ลูกเป็นสิ่งที่สำคัญมาก และ ควรระวังเรื่องคำพูด หรือการแสดงอารมณ์โกรธอีกฝ่ายต่อหน้าลูก

หากมีเอกสาร จดหมาย ข้อความทางกฎหมายหย่าร้าง ควรเก็บไว้ให้ดี ไม่ควรให้ลูกเห็น หากความรู้สึกเจ็บปวดของตนไม่สามารถบรรเทาได้ด้วยตัวเอง หรือยิ่งแย่ลงเมื่อเวลาผ่านไปควรไปปรึกษานักจิตวิทยาผู้เชี่ยวชาญด้านครอบครัว ไม่ควรร้องขอความช่วยเหลือหรือความเห็นใจจากลูก แม้ลูกจะพยายามเสนอความช่วยเหลือก็ตาม และไม่ควรพูดให้ลูกเข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเพราะจะทำให้เด็กลำบากใจในการที่ต้องเลือกระหว่างพ่อกับแม่ซึ่งเป็นบุคคลที่ลูกรักทั้งคู่  และไม่ควรใช้ลูกเป็นตัวกลางในการสื่อสาร

4.รักษาตารางกิจวัตรประจำวันของลูกให้เป็นปกติ
ควรรักษาตารางกิจวัตรประจำวันของลูกให้เป็นปกติและสม่ำเสมอ จะช่วยให้ทุกคนในครอบครัวผ่านช่วงเวลาการเปลี่ยนแปลงที่ยากลำบากนี้ไปได้ และยังทำให้เราสามารถวางแผน รู้กิจกรรมล่วงหน้า หรือสามารถตัดสิ่งที่จะมารบกวนใจใช้ชีวิตที่ไม่จำเป็นออกไปได้

ถึงแม้ว่าพ่อ-แม่จะแยกทางกัน แต่ลูกก็ยังคงต้องได้รับการดูแลเป็นอย่างดีและต้องไม่รู้สึกขาดความอบอุ่นเมื่อต้องอยู่ลำพังกับพ่อ หรือแม่ นอกจากนี้ควรหมั่นสังเกตุการเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้นให้มากเป็นพิเศษ เช่น ลูกอาจมีภาวะ หงุดหงิดง่าย ซึมเศร้า กังวล ดูดนิ้ว ฉี่รดที่นอน ปัญหาที่โรงเรียน ปัญหาการปรับตัวเข้ากับเพื่อน ปัญหาการกินการนอนที่ไม่ปกติ หากเป็นเด็กโต หรือวัยรุ่น อาจเสี่ยงต่อผลกระทบรุนแรงด้านจิตใจและอาจนำไปสู่ การใช้สารเสพติด ของมึนเมา หรือพฤติกรรมก้าวร้าว ขาดเรียน หากปัญหาเหล่านี้เกิดขึ้น ย่อมส่งผลเสียด้านสุขภาพร่างกายตามมา

5.อย่าทะเลาะกันต่อหน้าลูก
การกระทบกระทั่ง หรือ ถกเถียงกันอาจเกิดขึ้นได้ง่ายโดยเฉพาะในช่วงที่สัมพันธภาพอ่อนไหว พ่อกับแม่อาจเผชิญกับความขัดแย้งที่มักเกิดขึ้นอยู่บ่อยๆ การแสดงออกถึงความไม่พอใจ อย่างรุนแรงเช่น ตบตีใช้กำลัง กรีดร้องด่าทอของพ่อ-แม่ยิ่งส่งผลเสียด้านจิตใจสำหรับลูกเป็นอย่างมาก นอกจากนี้ยังมีผลต่อทัศนคติด้านความรักในระยะยาวเมื่อลูกต้องใช้ชีวิตของตัวเองในอนาคต เด็กจะมีปัญหาด้านภาวะทางอารมณ์ และ มีอคติเป็นลบต่อความสัมพันธ์กับผู้อื่น หรือความคิดด้านลบกับการใช้ชีวิตคู่ เนื่องจากรู้สึกถึงความไม่มั่นคงในสัมพันธภาพ ดังนั้นหากไม่สามารถที่จะคุยกันได้ หรือจบความสัมพันธ์กันได้ด้วยดีระหว่างพ่อ-แม่ ควรหาคนกลางเพื่อไกล่เกลี่ย หรือควรปรึกษานักจิตวิทยาผู้เชี่ยวชาญด้านความสัมพันธ์ครอบครัว และไม่ควรทิ้งบาดแผลในใจให้กับลูก

6.ช่วยลูกในการปรับตัวกับสิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนไป
ทั้งพ่อและแม่ควรช่วยกันวางแผนการเลี้ยงดูลูกด้วยกัน อย่าลืมว่าการหย่าร้างหรือแยกทางกันกับคู่ชีวิตนั้น ไม่สามารถที่จะยุติการทำหน้าที่ของพ่อและแม่ได้ ภาระกิจความรับผิดชอบที่มีต่อลูกนั้นก็ยังต้องเป็นไปเหมือนเคย แต่อาจเปลี่ยนแปลงรูปแบบ ดังนั้น ควรวางแผนให้ชัดเจนว่า ลูกจะอยู่ในการดูแลของใคร ทางนิตินัย และ พฤตินัย ใครมีส่วนในความรับผิดชอบเรื่องโรงเรียน เรื่องการรักษาทางการแพทย์ของลูก ใครเป็นคนมาเยี่ยม หรือเด็กจะไปเยี่ยมพ่อหรือแม่ได้อย่างไร ที่ไหน สัปดาห์ละกี่วัน ช่วงปิดเทอม ลูกจะไปอยู่กับใคร ตกลงกันให้ชัดเจน เพื่อปัองกันปัญหาการขัดแย้ง และไม่ควรถามการตัดสินใจจากลูก พ่อกับแม่ควรตกลงกันให้เรียบร้อย เด็กควรได้รับประโยชน์จากการดูแลจากทั้งพ่อและแม่ เด็กโตอาจมีกิจกรรมจากทางโรงเรียนมากกว่าจะใช้เวลาอยู่กับผู้ปกครอง  ดังนั้นพ่อและแม่ ควรเข้าใจตารางกิจกรรมและไม่ควรคิดน้อยใจหากลูกไม่สะดวกจะไปอยู่ด้วยเพราะกิจกรรมทางโรงเรียน อย่างไรก็ตามการตกลงในเรื่องตารางความรับผิดชอบต่อลูกนั้นจะเกิดขึ้นได้ ในกรณีที่คู่สมรส มีการจบความสัมพันธ์กันด้วยดีและเข้าใจกัน หากเป็นการจบมีความขัดแย้งควรหาคนกลางในการเข้าช่วยหรือปรึกษานักจิตวิทยา

7.ปรับตัวกับการเลี้ยงดูลูกภายใต้ภาวะกดดัน
ความรับผิดชอบต่อลูกหลังการหย่าร้างย่อมเกิดความกดดัน เนื่องจากตารางการใช้ชีวิต กิจวัตรประจำวันที่เปลี่ยนไป อย่างไรก็ตามพ่อหรือแม่ควรทำกิจกรรมให้เป็นปกติ และทำหน้าที่อบรบสั่งสอนลูกด้วยความรักอย่างปกติธรรมดา ไม่ควรทำให้ลูกเสียนิสัยด้วยการซื้อของแพงๆ เพื่อชดเชยความรักที่สูญเสียไป เพราะถึงแม้พ่อกับแม่จะแยกทางกันแต่ก็ยังมีความรับผิดชอบต่อลูกร่วมกันและอบรมสั่งสอนลูกให้ดำเนินชีวิตที่ถูกต้องเหมาะสมได้อย่างเดิม พ่อและแม่ควรปรับตัวกับการหย่าร้างให้เร็วที่สุดเพื่อเป็นผลดีกับลูก หากรู้สึกว่าการสูญเสียครั้งนี้ รบกวนจิตใจและส่งผลลบด้านอารมณ์ในการดูแลลูก ควรหาวิธีบำบัด หรือปรึกษานักจิตวิทยาเพื่อพูดคุย และรับคำแนะนำในการเรียนรู้วิธีการจัดการกับความเครียด หรือปัญหาอื่นๆที่ทำให้ไม่สบายใจ กังวล เครียด เป็นอุปสรรคต่อการดำเนินชีวิต

การสูญเสียเป็นสิ่งที่ยากจะรับได้ในชีวิตของคนทุกคน แต่หากเราสามารถเรียนรู้ที่จะสู้กับมันและผ่านพ้นช่วงเวลาเลวร้ายนั้นไปได้เราจะพบว่า ชีวิตเราได้เรียนรู้ประสบการณ์ชีวิต และสามารถสร้างกำลังใจให้คนรอบข้างให้แข็งแกร่งแบบเราได้ และยังสามารถนำพาชีวิตของเราให้ผ่านพ้นวิกฤติไปได้

  อ้างอิง: ที่มา KidsHealth

https://www.bettermindthailand.com/

https://www.facebook.com/BettermindThailand

 

 



Powered by MakeWebEasy.com
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ นโยบายความเป็นส่วนตัวและคุกกี้