3 วิธีป้องกันการใช้ความรุนแรงในครอบครัว

1369 จำนวนผู้เข้าชม  | 

3 วิธีป้องกันการใช้ความรุนแรงในครอบครัว


เอาตัวรอดอย่างไรหากตกเป็นเหยื่อ

ความรุนแรงในครอบครัว

และ 3 วิธีป้องกัน


 

 

 

โดย ดร. มฤษฎ์ แก้วจินดา ( Ph.D.)

นักจิตวิทยาการปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ และน้กจิตบำบัด

Certified EMDR and Brainspotting Therapy

 

รู้หรือไม่ว่า?

ในประเทศไทยผู้หญิงตกเป็นเหยื่อการถูกกระทำรุนแรงในครอบครัวสูงถึงร้อยละ 81% ในปี 2564 และปัญหาความรุนแรงในครอบครัวยังถือเป็นปัญหาใหญ่ระดับชาติอีกด้วย เนื่องจากงานวิจัยชี้ให้เห็นว่าผู้หญิงที่เป็นเหยื่อความรุนแรงในครอบครัวไม่ว่าจากสมาชิกในบ้าน พ่อ แม่ ญาติ หรือสามีสามารถส่งผลด้านลบตามมาอย่างมากมาย

จากรายงานมักพบว่าเด็กส่วนใหญ่มักเป็นพยานรู้เห็นเหตุการณ์ความรุนแรงในครอบครัว ซึ่งในระยะต่อมาเหตุการณ์เหล่านี้อาจส่งผกระทบทางจิตใจ สร้างความผิดปกติด้านอารมณ์ให้กับเด็ก เมื่อโตขึ้นเด็กอาจจะแสดงออกด้วยพฤติกรรมที่ก้าวร้าวรุนแรงเช่นเดียวกัน หลังเหตุการณ์อันเลวร้ายเกิดขึ้นมักสร้างบาดแผลทางใจให้กับผู้ถูกกระทำและผู้พบเห็นและในที่สุดก็มักต้องจบความสัมพันธ์และไม่ต้องการใช้ชีวิตร่วมกันอีกต่อไป

ไม่มีใครควรตกเป็นเหยื่อการกระทำอันรุนแรง โดยเฉพาะการกระทำอันรุนแรงจากคนรักในครอบครัวเดียวกัน ครอบครัวควรเป็นสถานที่ที่ปลอดภัยสำหรับสมาชิกทุกคน เหยื่อบางรายไม่กล้าพอที่จะตัดสินใจก้าวเดินออกมาด้วยเหตุผลหลายหลากและเงื่อนไขหลายประการ การทนเพื่อลูกหรือเพื่อรอความพร้อมที่จะก้าวออกมาในวันหนึ่ง หรือหวังว่าผู้กระทำจะเปลี่ยนพฤติกรรมไปในทางดีขึ้นและจะเลิกใช้การกระทำอันรุนแรงกับครอบครัวอันเป็นที่รัก เลิกทำลายข้าวของ หยุดทำร้ายร่างกายและจิตใจคนในครอบครัว

ซึ่งในความเป็นจริงพฤติกรรมรุนแรงในครอบครัวเหล่านี้สามารถแก้ไขได้จริงหรือไม่? และพฤติกรรมรุนแรงเหล่านี้สามารถทำให้หายได้จริงๆหรือ? เรื่องนี้ Jenni Jacobsen, Licensed Clinical Social Worker ได้ให้เหตุผลว่าคนที่ใช้กำลังในการทำร้ายร่างกายและจิตใจผู้อื่นเวลาโกรธหรือไม่พอใจ เป็นผลมาจากการเลี้ยงดูในวัยเด็กของครอบครัว มีตัวแบบที่ทำพฤติกรรมรุนแรง การได้พบเห็นหรือ อยู่ในเหตุการณ์มีการกระทำการรุนแรงต่อกันเป็นประจำ หรือเคยตกเป็นเหยื่อมาก่อน การซึมซับพฤติกรรมรุนแรงก้าวร้าวจากผู้ปกครอง หรือจากคนที่เลี้ยงดูส่งผลทำให้ในที่สุดก็ซึมซับและ ยอมรับว่าการกระทำรุนแรงสามารถทำได้ จึงทำกับคนใกล้ชิดเพื่อให้ได้ในสิ่งที่ต้องการ


พฤติกรรมเหล่านี้ยากมากที่จะแก้ไข และหากต้องการแก้ไขพฤติกรรมความรุนแรงนี้ให้หมดไปในครอบครัวจริงๆต้องอาศัยความช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยาเข้ามาช่วยปรับพฤติกรรม และค้นลึกถึงรากฐานของสาเหตุที่สร้างให้เกิดพฤติกรรมรุนแรงก้าวร้าวนี้

นอกจากนั้นแล้วยังต้องได้รับความร่วมมืออย่างจริงจังจากผู้กระทำว่ามีความตั้งใจจริงที่จะไม่ใช้ความรุนแรงทำร้ายร่างกายและจิตใจคนในครอบครัวอันเป็นที่รักอีกต่อไป เพราะนี้ไม่ใช่การขาดสติแต่เป็นการใช้ความรุนแรงในการควบคุมเหยื่อเพื่อให้ได้ในสิ่งที่ตนต้องการ

 



 

3 วิธีป้องกันการกระทำรุนแรงในครอบครัว

1.  หาความรู้

ความรุนแรงที่เกิดขึ้นในครอบครัวนั้นไม่ใช่แค่การทำร้ายร่างกาย แต่ยังครอบคลุมไปถึงการทำร้ายทุกๆด้านรวมทั้งด้านจิตใจด้วย ควรหาความรู้ในทางกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการกระทำรุนแรงในครอบครัว

2.  ตระหนักรู้ถึงสัญญาณเตือน

หากคู่รักของเราเป็นคนรุนแรงชอบทำร้าย ตบตี มีอารมณ์แปรปรวน ก้าวร้าว หึงหวง บังคับให้เราแยกตัวจากสังคม และข่มขู่ด้วยการกระทำหรือพฤติกรรมที่รุนแรง

เราควรรู้ว่านี้พฤติกรรมแบบนี้ไม่ใช่เรื่องปกติ และอาจนำเราไปสู่สถานการณ์ที่อันตรายขึ้นได้ สัญญาเตือนภัยนี้กำลังบอกอะไรเราบางอย่างและแน่นอนว่าเราควรตระหนักถึงความไม่ปลอดภัยและควรแยกห่างโดยเร็ว

หากรู้สึกกลัวที่จะแยกมาอยู่เพียงลำพัง ควรหาเพื่อนมาอยู่ด้วยหรือกลับไปอยู่กลับครอบครัวชั่วคราว และมองหาวิธีการแก้ไขและหาทางออกอย่างถาวร

หากเราเป็นเพื่อนบ้าน และพบเห็นเหตุการณ์เพื่อนบ้านกำลังถูกทำร้ายจากคนในครอบครัวควรให้การช่วยเหลืออย่างเร่งด่วนด้วยการติดต่อโทรหาตำรวจ หรืออาจหาข้ออ้างไปเคาะประตูบ้านเพื่อแกล้งไปขอยืมสิ่งของ ทั้งนี้ทั้งนั้นควรต้องดูทิศทางการป้องกันอันตรายให้กับตนเองไว้ด้วย

3.   เรียกร้องสิทธิ์

อย่าเงียบ จงลุกขึ้นปกป้องตัวเอง และต้องเรียกร้องความยุติธรรมให้กับตัวเองหากพบว่าตัวเองอาจตกอยู่ในอันตรายพยายามหาคนคอยช่วยsupport อย่าดำเนินการคนเดียว และควรโทรแจ้งตำรวจไว้ก่อนทันทีเมื่อเกิดปัญหาจะได้ช่วยระงับเหตุได้ทัน

ความรุนแรงในครอบครัวมักรุนแรงมากเพิ่มขึ้นหากความสัมพันธ์แย่ลงเช่น ไม่สื่อสาร ไม่ใกล้ชิดสนินสนม มีปัญหากันในครอบครัว ความรุนแรงครอบคลุมไปถึงเรื่องการทำร้ายทางร่างกาย จิตใจ การล่วงละเมิดทางเพศ การก้าวก่ายด้านสังคมไม่ให้คบกับใคร เจอหน้าใคร ไม่อนุญาตให้มีสังคม ควบคุมด้านการเงิน ไม่ให้ความช่วยเหลือด้านการใช้จ่าย ทำลายจิต    วิญญาความเชื่อ ไม่ให้ความเคารพในตัวตนของอีกฝ่าย

 

 

หากเรากำลังเผชิญหน้ากับความรุนแรงในครอบครัว ตกเป็นเหยื่อหรือ ถูกกระทำจากคนในบ้าน อาจเป็น พ่อ-แม่ ผู้ปกครองคนที่ดูแลเราพ่อเลี้ยง แม่เลี้ยง ลุง ป้า น้า อา หรือ คู่ชีวิตของเราเองก็ตาม เราควรมีความเข้าใจในสัญญาณต่างๆ เพราะผู้กระทำมักจะทำให้เหยื่อรู้สึกแย่ อ่อนแอ และกล่าวโทษ ตำหนิติเตียนและทำให้เหยื่อรู้สึกว่าสมควรได้รับโทษในที่สุดเหยื่อก็จะสมยอมกับการได้รับการลงโทษ เราควรมีสติ และควรตระหนักรู้ว่าไม่มีใครควรได้รับการถูกกล่าวโทษ หรือ ตั้งเงื่อนไขเพื่อที่จะใช้ควบคุมหรือเพื่อกล่าวหาหรือใช้เป็นข้ออ้างเพื่อกลับมาทำร้ายร่างกายและจิตใจของอีกฝ่าย คนที่หวังดีกับเราจริงๆต้องไม่มีข้ออ้างหรือมีเงื่อนไขต่างๆเพื่อมาทำให้เราเจ็บปวด

หากสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นรีบพาตัวเองออกมาจากสถานการณ์ดังกล่าวโดยทันทีและเราควรทำความเข้าใจกับสัญญาณต่างๆที่กำลังทำให้เราตกเป็นเหยื่อดังนี้

สัญญาณเตือนที่กำลังบอกว่าเรากำลังตกเป็นเหยื่อความรุนแรง

  • แสดงความเป็นเจ้าข้าวเจ้าของ เช่น เช็คอยู่ตลอดเวลาว่าเราอยู่ทีไหน ทำอะไร และอยู่กับใคร ใครที่เราสามารถคบได้หรือไม่ได้ และถ้าไม่ทำตามจะมีอารมณ์โกรธ ฉุนเฉียว ส่งข้อความทักหาตลอดเวลา และอยากรู้ว่าเรากำลังทำอะไรอยู่ หรือทำอะไรบ้างในช่วงเวลาหนึ่งวัน
  • แสดงความหึงหวง เช่น กล่าวหาว่าเราไม่ซื่อสัตย์ หักหลัง มีชู้ พยายามแยกเราออกจากครอบครัว เพื่อน หรือ บ่อยครั้งที่ทำกิริยาหยาบคายใส่พวกเขา
  • ทำให้อับอายทั้งในที่ส่วนตัวและที่สาธารณะชน ด้วยการดูถูก ดูหมิ่น เหยียดหยาม ทั้งความคิด รูปลักษณ์ สุขภาพ ความสามารถ สติปัญญา สภาพจิตใจ เปรียบเทียบเรากับคนอื่นอยู่ตลอดเวลา เวลาเกิดปัญหาก็มักจะกล่าวโทษเราและใช้ความรุนแรง มักจะพูดให้เราด้อยค่าเช่นไม่มีใครต้องการเรา
  • ข่มขู่ มักจะตะโกน ด่า ทอ ทำลายข้าวของที่เรารัก ข่มขู่ว่าจะใช้ความรุนแรงกับครอบครัว เพื่อน สัตว์เลี้ยงของเรา
  • ทำร้ายร่างกายและล่วงละเมิดทางเพศ เช่นใช้กำลังประทุษร้ายบังคับให้ทำในสิ่งที่เราไม่ต้องการ หรือมีเพศสัมพันธ์ด้วย และทำร้ายคนรอบข้างที่เรารักด้วยเช่น ครอบครัว เพื่อน หรือสัตว์เลี้ยง



ปกป้องตัวเองจากอันตรายได้อย่างไร?

บ่อยครั้งผู้กระทำมักหลอกล่อให้เหยื่อตายใจเพื่อที่จะควบคุมเหยื่อจากนั้นอันตรายจะเกิดขึ้นกับชีวิตเราเกินกว่าที่เราจะคาดเดาได้ ดังนั้นหากตกเป็นเหยื่อของการกระทำรุนแรงนี้ เราไม่จำเป็นต้องสู้เพียงลำพัง ควรหาที่พึ่งและคนคอยช่วยเหลือซึ่งการหาคนคอยช่วยเหลือสนับสนุนเป็นเหตุผลที่สำคัญมาก ที่จะทำให้เรารอดจากการเป็นเหยื่อความรุนแรงในครอบครัว

  • ขอความช่วยเหลือ ออกจากสถานการณ์นั้นโดยเร็วหากรู้สึกไม่ปลอดภัย ขอความช่วยเหลือจากคนที่ไว้ใจได้
  • ทางออกเรื่องของกฎหมาย และการช่วยเหลือด้านจิตใจ และความมั่นคงปลอดภัย ฝึกทักษะการเอาตัวรอด รวมไปถึงเตรียมพร้อมเรื่องที่หลบภัย ที่อยู่ชั่วคราว อาหาร และเสื้อผ้า
  • ย้ายไปอยู่กับเพื่อนหรือกลับไปอยู่บ้าน ในขณะที่วางแผนในก้าวต่อไป
  • ติดต่อหน่วยงานให้ความช่วยเหลือฉุกเฉิน หรือตำรวจ หากเกิดการบาดเจ็บ หรือถูกข่มขืนไปร.พที่ใกล้ที่สุดและขอคุยกับนักจิตวิทยาหากต้องการสนับสนุนด้านบาดแผลทางใจ
  • เชื่อมั่นในคุณค่าของตัวเอง หากเราตกเป็นเหยื่อการกระทำรุนแรง ถูกข่มขู่คุกคาม อาจเป็นการยากที่จะทำให้มีความเชื่อมั่นในตัวเอง หรือ รู้สึกว่าตนเองมีค่า ให้มองหาความช่วยเหลือจากเพื่อน คนในครอบครัว หรือ ใครที่เราไว้ใจทันที่และจงจำไว้เสมอว่า มันไม่ใช่สิ่งที่ควรยอมรับหากใครก็ตามมาทำให้เราเจ็บปวดหรือข่มขู่เรา กลับไปเชื่อมต่อความสัมพันธ์กับมิตรภาพดีๆที่เราเคยมีเพื่อให้ได้รู้ว่ายังมีคนที่คอยเป็นห่วงเป็นใยเรา
  • ศึกษาสิทธิต่างๆและข้อกฎหมายที่คุ้มครองเรื่องความรุนแรงในครอบครัว

หากสถานการณ์และสัญญาณเตือนเหล่านี้เกิดขึ้นกับเราจงอย่ารอช้าและรีบออกจากสถานการณ์นั้นโดยทันที 

บ่อยครั้งที่เหยื่อไม่ยอมหนีไปจากคนที่ทำร้ายตน ก็มักเกิดจากหลายเหตุผล เช่น กลัวว่าถ้าหนี้ไปแล้วจะไม่ปลอดภัยจะไม่มีใครคอยช่วยเหลือ หรืออาจเจอกับสถานการที่เลวร้ายกว่าเดิมหากหนี้ไม่พ้น หรือ ผู้กระทำมีการข่มขู่เรื่องความปลอดภัยของคนที่เหยื่อรักว่าหากหนี้ไปจะทำอันตรายพวกเขา หรือ ควบคุมการเงิน ควบคุมการคบหาเพื่อนการมีสังคม เหยื่อจึงไม่กล้าขอความช่วยเหลือใครเพราะกลัวพวกเขาตกอยู่ในอันตราย ผู้กระทำอาจมีการให้สัญญาว่าจะปรับปรุงตัว หรือเหยื่อคิดว่าเขาทำไปเพราะเขาป่วยตนรักเขาจึงต้องอยู่เพื่อทำให้เขาดีขึ้น มีแต่ตนเท่านั้นที่จะช่วยคนผู้นี้ได้และหวังว่าความรักจะช่วยให้การถูกทำรุนแรงที่เกิดขึ้นจะดีขึ้นได้ หรือปัญหาเรื่องการเงินทำให้ไม่กล้าหนี้เพราะการหนี้ไปลี้ภัยต้องใช้เงินหรือเหตุผลว่าการทนอยู่เพื่อลูก เพราะการเลี้ยงลูกเพียงลำพังอาจลำบากกว่า

อย่างไรก็ตามเหตุผลที่กล่าวมาอาจทำให้เหยื่อไม่กล้าหนี้ และเหตุผลที่สำคัญที่ทำให้เหยื่อหมดพลังที่จะหนีคือผู้กระทำมักจะทำให้เหยื่อรู้สึกแย่ต่อตัวเอง ไม่มีคุณค่า ไม่มีใครต้องการ และสมควรได้รับการกระทำเช่นนี้และไม่สมควรได้รับสิ่งดีๆกว่านี้ในชีวิต ดังนั้นสัญญาณเตือนต่างๆที่เกิดขึ้นช่วยให้เราตั้งสติและตระหนักรู้ไม่ควรมองข้ามและควรนำตัวเองออกมาจากสถานการณ์ไม่ปลอดภัยเพื่อขอความช่วยเหลือจากผู้อื่นให้ไวที่สุด


อ้างอิง

1.    https://au.reachout.com/articles/domestic-violence-and-what-you-can-do-about-it

2.    https://www.google.com/search?q=how+to+prevent+domestic+violence+in+the+family&rlz=1C1CHBF_enTH795TH795&sxsrf=AOaemvL5gV5APu6lyNu1E4ktkIY-5dmWqQ:1634879821264&source=lnms&tbm=isch&sa=X&ved=2ahUKEwjMpPz3od3zAhVEjdgFHcA7AbYQ_AUoAXoECAEQAw&biw=1536&bih=722&dpr=1.25#imgrc=r9MAKWyJFMfWtM&imgdii=fqPleggd9gFkxM

3.https://knowmore.fsu.edu/helping-healing/why-victims-stay/

4. https://www.marriage.com/advice/domestic-violence-and-abuse/can-a-relationship-be-saved-after-domestic-violence/#Why_is_domestic_violence_such_a_big_deal

5. https://www.healthline.com/health/coercive-control

 


 

 
 

Powered by MakeWebEasy.com
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว  และ  นโยบายคุกกี้