Resilience หรือการฟื้นคืนของสภาวะทางจิตใจ สามารถพัฒนาและฝึกฝนได้

3122 จำนวนผู้เข้าชม  | 

Resilience หรือการฟื้นคืนของสภาวะทางจิตใจ  สามารถพัฒนาและฝึกฝนได้

Resilience หรือการฟื้นคืนของสภาวะทางจิตใจ
สามารถพัฒนาและฝึกฝนได้
 
 
 
.     
 
 
 
 
ดร. มฤษฎ์ แก้วจินดา ( Ph.D.) นักจิตวิทยาการปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ

 
Resilience หรือ การฟื้นคืนของสภาวะทางจิตใจ เป็นคุณสมบัติที่ทุกคนมีแต่มากน้อยต่างกัน การที่คนเรามีความสามารถในการฟื้นคืนสภาวะทางจิตใจได้นั้นก็เพื่อต่อสู้กับมรสุมชีวิต ไม่ว่าจะเป็นความทุกข์ทรมานจากความเจ็บป่วยทางกาย หรือ ทางใจ การสูญเสียสิ่งที่รัก หรือ บุคคลอันเป็นที่รัก เจอกับปัญหาอุปสรรคต่างๆในชีวิต เช่น ตกงาน แฟนทิ้ง หรือ ความยากลำบากอื่นที่เกิดขึ้นกับเรา 

การมี Resilience mindset นั้นมีประโยชน์กับเรายังไง

Resilience mindset นั้นทำให้เราสามารถเปลี่ยนเรื่องร้ายให้กลายเป็นดีได้ จากการเปลี่ยนมุมมอง เลือกที่จะมองบวก เลือกที่จะจัดการกับความเครียด ความวิตกกังวล เลือกที่จะไม่ยอมตกอยู่ในภาวะซึมเศร้า เลือกที่จะมีความสุขและพอใจในแบบที่ตนมีอยู่ หรือ มีความสุขในแบบที่ตนเป็นอยู่

ยกตัวอย่าง  เช่น โทมัส เอลวา เอดิสัน ทำการทดลองประดิษฐ์คิดค้นหลอดไฟที่ส่องแสงสว่าง แต่มันไม่ได้สำเร็จโดยง่าย เขาผ่านทดลองที่ไม่สำเร็จมานับเป็นพันครั้ง แต่ด้วย resilience mindset ของเขาทำให้เขามองเห็นอุปสรรค์เป็นความท้าทาย เขาให้กำลังใจตัวเองและมองว่าการทดลองที่ผ่านมาเป็นการพัฒนาทำให้เกิดความสำเร็จได้อย่างแน่นอน และเขาไม่ได้มองว่ามันเป็นความล้มเหลวแต่อย่างใดแต่เป็นการเรียนรู้ให้เราฉลาดและฝึกฝนให้เก่งมากยิ่งขึ้น เพราะหากว่าเขาไม่มีresilience mindset เขาอาจล้มเลิกและไม่พยายามทำอีกต่อไปแล้วก็ได้

ชีวิตคนเราก็เช่นกันหากต้องเจอกับเหตุการณ์ที่ไม่เป็นดังหวัง ต้องเตรียมใจในการก้าวข้ามผ่านอุปสรรคในชีวิตต่อไปให้ได้ ต้องมี resilience mindset มองบวก และพยายามต่อสู้กับภาวะภายในจิตใจของตัวเองให้ใช้ชีวิตต่อไปให้ได้ นั้นเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่ง.ในการดำเนินชีวิต เพราะถึงแม้ว่าการต้องฝ่าฝันต่อสู้กับสิ่งที่ยากลำบากนั้นจะสิ้นสุดลงเมื่อไร และต้องทำต่อไปอีกสักกี่ครั้งถึงจะเจอความสำเร็จอย่างที่ตั้งใจแต่ก็ควรพยายามและมองบวกกับสิ่งที่เกิดขึ้นอยู่เสมอ

สิ่งหนึ่งที่เราควรมีคือความแน่วแน่และฝ่าฝันไปให้ถึงจุดหมาย มีมุมมองของการเปลี่ยนวิกฤติให้เป็นโอกาสเสมอ การมีความพร้อมที่จะฟื้นคืนสภาพจิตใจ มองโลกบวกทุกครั้งที่เจอปัญหาอุปสรรคจะช่วยให้เราก้าวต่อไปได้ เราสามารถทำเช่นนั้นได้โดยการพัฒนา และฝึกฝน Resilience mindset เป็นประจำจนเป็นนิสัยและเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาความคิดของเรา

 

 

การมี Resilience mindset นั้นมีความสำคัญเป็นอย่างมากในการต่อสู้กับปัญหาและอุปสรรค การมองบวกทำให้ชีวิตก้าวออกจากปัญหา และอุปสรรคได้ การมี Resilience mindset ทำให้เรากล้าเผชิญหน้ากับปัญหาต่อไปอย่างไม่หวาดหวั่น นักจิตวิทยาได้กล่าวถึงองค์ประกอบ และปัจจัยหลักสำคัญ สำหรับแนวทางในการพัฒนา Resilience mindset ไว้ 3ประการดังนี้

1.  ความท้าทาย- ให้เราเปลี่ยนการมองความยากลำบากและอุปสรรคในชีวิตเป็นความท้าทาย ไม่ให้มองเป็นเรื่องทำให้เรากลัวหรือหยุดเราในการเดินก้าวไปข้างหน้า ให้มองว่า ความผิดพลาดที่เกิดขึ้นคือสิ่งที่ทำให้เราเรียนรู้เพื่อเติบโต อย่าให้ความคิดหรือประสบการณ์ลบมามีอิทธิพลต่อการต่อสู้และฝ่าฟันอุปสรรคของเรา หรือ ปิดกั้นความสามารถหรือความมั่นใจในการลองทำสิ่งนั้นอีก นอกจากนี้เราควรเห็นคุณค่าในตัวเอง เคารพตัวเอง ให้อภัยตนเองและก้าวเดินต่อไป

2.  ให้สัญญากับตนเอง-เป็นการตั้งปณิธานกับตัวเองว่าจะทำอะไรให้สำเร็จ และจะก้าวผ่านอุปสรรคไปให้ได้ ทำตามที่สัญญาไว้กับตัวเอง และเดินไปให้ถึงเส้นชัยข้างหน้า โดยไม่ละเลยการสร้างสัมพันธภาพที่ดีกับเพื่อนคนรอบข้าง มีหลักคิดทางศาสนา เป็นแนวทางในการดำเนินชีวิต

3.  ควบคุมความคิดตัวเอง- ให้ความสำคับกับการควบคุมความคิดของตัวเองไม่ให้คิดไปในทางลบ สิ้นเปลืองพลังงานสมอง หรือคิดถึงเหตุการณ์ที่เราไม่สามารถกลับไปแก้ไขหรือควบคุมมันได้ นอกจากจะทำให้เราขาดความเชื่อมั่น และทอแท้แสัวยังเสียเวลาไม่เกิดประโยชน์ ในทางกลับกันถ้าเราเสริมพลังบวกให้กับความคิด มองบวก กลับมาต่อสู้กับอุปสรรคและปัญหา และไม่กังวลใจในเรื่องที่ยังไม่เกิดขึ้นหรือวิตกจริตกับเหตุการณ์ในอนาคตก็เป็นการช่วยให้เรามีสุขภาพจิตที่ผ่องใส

นอกจากนี้ การฟื้นคืนสภาพจิตใจให้กลับมาต่อสู้กับปัญหาและอุปสรรคได้นั้นนอกจากไม่ควรคิดลบแล้ว ควรต้องแทนที่ความคิดลบนั้นด้วยความคิดที่เป็นบวก ดังที่อธิบายไว้ในทฤษฎี positive psychology ของ Martin Seligman นักจิตวิทยาผู้เขี่ยวชาญ ด้านการใช้ความคิดบวกเข้าช่วยกำจัดอุปสรรคในด้านความคิดลบของตัวเอง

 

 

Martin Seligman ให้ความสำคัญในเรื่อง resilience mindset ไว้ 3 ปัจจัยดังนี้ คือ

1.  เรื่องผลงาน- เช่น คนมี Resilience mindset จะรู้ว่าผลงานออกมาไม่ดี มันก็แค่เป็นการถูกตำหนิวิจารณ์ แค่ชั่วคราวเดี๋ยวมันก็จะผ่านไป เพื่อเริ่มสร้างผลงานใหม่ให้ดีกว่าเดิม แต่คนคิดลบจะคิดว่า ผลงานแย่ๆนั้นจะอยู่เป็นอุปสรรคตลอดไป

2.  ไม่ผสมปนเป คนมีResilience mindset จะรู้ว่าเหตุการณ์แย่ๆนี้เกิดขึ้นในชีวิต ณ.ตอนนี้ เป็นเรื่องนี้เท่านั้น และจะไม่โยงใย เอาเหตุการณ์อื่นๆที่เคยแย่มาปะปน จนเกิดเป็นความกังวล และมองโลกในแง่ร้าย

3.  ไม่ถือสาโทษคนอื่น คนมี Resilience mindsetจะรู้ดีว่าเหตุการณ์แย่ๆที่เกิดขึ้นอาจมีสาเหตุมาจากตนเองและจะไม่พยายามโทษให้เป็นความผิดของผู้อื่น

 

ดังนั้นอาจกล่าวได้ว่า คนมี Resilience mindset มักจะมองเห็นภาพของอนาคตที่สดใส รักษาการมองบวก และมีความคิดที่ส่งเสริมทัศนคติที่ดี

  • คนมีResilience mindset จะมีเป้าหมายชัดเจน และลงมือทำมัน
  • คนมีResilience mindset มีความเห็นอกเห็นใจเข้าใจตนเอง ดังนั้นจึงรักษาสัมพันธภาพอันดีกับผู้อื่นและไม่ไปกดดันคนอื่น
  • คนมีResilience mindset จะไม่คิดว่าตนเองตกเป็นเหยื่อแต่จะมุ่งเป้าหมายไปที่การใข้เวลาและพลังงานในการทำสิ่งที่ควบคุมได้


ดังนั้นการมี Resilience Mindset นั้นสำคัญมากที่จะช่วยเราทั้งเรื่องความเข้มแข็งของจิตใจและการประสบความสำเร็จในชีวิตเพราะเราไม่สามารถหลีกเลี่ยงอุปสรรคหรือสิ่งไม่คาดคิดในเหตุการณ์อันเลวร้ายได้แต่การมี Resilience mindset เราจะสามารถดำรงอยู่โดยไม่ย่อท้อ สิ้นหวังและใช้ชีวิตอย่างเข้าใจในทุกสถานการณ์ได้

 

 

Resilience การฟื้นฟูสภาพของจิตใจนั้นไม่ได้ทำให้เราลืมปัญหา ไม่ได้ทำให้ปัญหาหายไปแต่ทำให้เราตระหนักรู้ว่าจะใช้ชีวิตต่อไปอย่างไรทั้งๆที่ยังมีความยากลำบากอยู่ เป็นเรื่องที่ดีที่โดยธรรมชาติแล้วคนเราสามารถเรียนรู้และพัฒนาทักษะการสร้างให้เกิด Resilience mindset ในชีวิตได้ และการพัฒนาทักษะได้สรุปมาเป็นขั้นตอนดังนี้


10 วิธีในการสร้างเสริมทักษะเพื่อพัฒนา Resilience Mindset

1. เรียนรู้ที่จะผ่อนคลาย ดูและเรื่องร่างกาย จิตวิญญาณ ดูแลตัวเองทั้งเรื่องการกินอยู่ และออกกำลังกาย ดูแลสุขภาพเช่น ออกกำลังกาย ทำสมาธิ กำหนดลมหายใจเพื่อกาย-ใจให้ทำงานประสานกันอย่างมีประสิทธิภาพและพร้อมรับกับเหตุการณ์ไม่คาดคิดต่างๆและแก้ไขมันได้

2. ฝึกฝนการระมัดระวังความคิดของตนเอง ไม่ให้จมไปกับความคิดลบ พัฒนาความ คิดที่เป็นบวก ปรับเปลี่ยนมุมมองในเรื่องสถานการณ์หรือสิ่งแย่ๆที่เจอให้เป็นการรับรู้ที่ให้แง่คิดและการเรียนรู้

3. สร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับผู้อื่นเพื่อนร่วมงาน เพื่อนบ้าน คนใกล้ชิด เพื่อนฝูง หรือ สังคมที่เราอยู่ เพื่อเป็นที่พึ่งด้านจิตใจ ช่วยเหลือและเห็นอกเห็นใจกันและกัน

4. ตั้งเป้าหมายให้ชีวิต และ ใช้ชีวิตอยู่บนโลกอย่างมีความหมาย มีภาระกิจที่ต้องทำให้ สำเร็จ 

5. เรียนรู้จากประสบการณ์ที่ผ่านมา และใช้มันให้เกิดประโยชน์ในอนาคต แม้แต่ ประสบการณ์เลวร้ายหรือบาดแผลทางใจก็สามารถใช้ให้เป็นประโยขน์ต่อตนเองและ          ช่วยเหลือชีวิตผู้อื่นได้

6. เลือกวิธีในการตอบสนอง ไม่ว่าเราจะมีวันที่แย่หรือ เหตุการณ์วิกฤตในชีวิตสักแค่ไหนแต่เราก็เลือกที่จะตอบรับกับมันได้ว่า เราจะหวาดกลัว คิดลบ หรือ เราจะเลือกที่ จะสงบ นิ่งเฉย และหาทางแก้ไขอย่างสมเหตุสมผล

7. มีความหวังและกำลังใจในการอยู่ต่อ ปรับตัวกับสิ่งที่ท้าทาย และให้มองว่าสิ่งที่เข้ามาถึงแม้จะเลวร้ายหนักหน่วงแต่มันก็ไม่อยู่กับเราตลอดไปอย่าให้มันมีอิทธิพลกับเรามากจนเกินไป

8. สร้างความมั่นใจให้ตัวเองในการก้าวไปข้างหน้าอย่างผู้มีประสบการณ์และพร้อมเผชิญความท้าทาย

9. ตื่นตัวและรู้ถึงปัญหา และหมั่นหาทางแก้ไขอยู่เสมอ


10. มีความยืดหยุ่นไม่ยึดติด ปรับตัวและแก้ไขข้อบกพร่องอยู่เสมอ
 
หากมีปัญหาในการสร้างความคิดบวกได้ด้วยตัวเอง หรือเป็นการยากที่จะเปลี่ยนความคิดลบของตัวเอง ควรปรึกษานักจิตวิทยาผู้เชี่ยวชาญเพื่อชีวิตที่ดีขึ้น และมีความสุขอย่างมากขึ้น

 

ทำไม Resilience ถึงสำคัญกับคนทำงาน

หากไม่มีทักษะ Resilience การฟื้นคืนกลับของสภาวะทางจิตใจเวลาที่ประสบกับปัญหาและความเครียดในการทำงานจะไม่เกิดขึ้น พนักงานจะเกิดความเครียดสะสม และหมดไฟในการทำงานกับองค์กรในที่สุด

Resilience สามารถฝึกฝนและสร้างใหม่ได้ตลอดเวลา บริษัทสามารถฝึกพนักงานให้มีทักษะResilience ได้เพื่อการทำงานที่มีประสิทธิภาพและจงรักภักดีกับองค์กร หากสนใจบริการฝึกอบรม Resilience Training จากนักจิตวิทยาผู้เชี่ยวชาญของ BetterMind สามารถติดต่อสอบถามเจ้าหน้าที่ได้
 

การสร้างResilience ให้มาประยุกต์ปรับใช้ในที่ทำงานถือว่ามีความสำคัญอย่างยิ่ง เราเคยสงสัยไหมว่าทำไมคนบางคนถึงประสบความสำเร็จในอาชีพการงาน หลายคนเข้าใจว่าเป็นเพราะความเก่ง หรือความทุ่มเทในการทำงานกว่าคนอื่น นั่นเป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่งเท่านั้น แต่ในความเป็นจริงแล้วส่วนที่สำคัญที่กว่านั้นที่ทำให้เขาประสบความสำเร็จและเติบโตในหน้าที่การงานคือการที่พวกเขามีทักษะ Resilience

โลกสมัยใหม่ในปัจจุบันทำให้หน่วยงาน และ องค์กรต่างๆต้องมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ทั้งการปรับลดงบประมาณ คัดคนออก ทำงานแข่งขันกับเวลาที่จำกัด และต้องแข่งขันกับคู่แข่งอยู่ตลอดเวลา การเปลี่ยนแปลง นำมาซึ่งความเครียดดังนั้นประสิทธิภาพในการจัดการกับความเครียดหรือวิธีการแก้ปัญหาที่อยู่ตรงหน้าจึงมีผลต่อการเจริญเติบโตในหน้าที่การงานเป็นอย่างมาก Resilience หรือความยืดหยุนในการฟื้นคืนของสภาพจิตใจเป็นการทำงานที่เกี่ยวข้องกับสมองส่วนหน้า โดยปกติถ้าสมองถูกทำลายจากการกระทบกระเทือนจากอุบัติเหตุ หรือ สาเหตุใดๆก็ตาม สมองจะไม่ซ่อมแซมตัวเองแต่จะสร้างขึ้นมาใหม่ ดังนั้นทักษะใดๆก็ตามที่เราฝึกฝน เราสามารถเรียนรู้ได้ใหม่ได้อยู่ตลอดเวลา และทักษะ Resilience ก็เช่นกันฝึกฝนพัฒนาได้โดยการเทรนสมองใหม่ให้มีการกลับมาเผชิญหน้ากับปัญหาและความเครียดที่เจออย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ดังนั้นทักษะนี้จึงมีส่วนสำคัญที่ทำให้พวกเขาเติบโตขึ้นอย่างยั่งยืนในองค์กร


 ฝึกให้สมองสร้างทักษะ Resilience ทำได้อย่างไร

ทักษะ Resilience นั้นสามารถฝึกฝนได้ และการฝึกสมองให้สร้างทักษะนี้ก็ทำได้เช่นกันเหมือนกับการฝึกฝนการใช้กล้ามเนื้อต่างๆในร่างกาย Neuroplasticityคือการที่สมองสร้างที่ยืดหยุ่่นเกิดขึ้นที่อยู่ในสมองส่วนหน้าสามารถสร้างประสิทธิภาพในการเรียนรู้และการฟื้นฟูได้ ถึงแม้ว่าเราไม่ได้เรียนรู้ทักษะresilience ในช่วงเด็ก แต่เราก็สามารถเรียนรู้ได้ตอนนี้และสามารถเรียนรู้ได้ตลอดชีวิต

เห็นได้ง่ายๆจากบางคนที่มีปัญหารุมเร้า ทั้งปัญหาขีวิตคู่ ปัญหาครอบครัว ปัญหาการสื่อสารพูดคุยกับลูกที่เป็นวัยรุ่น ปัญหาเพื่อน การเงิน หรือปัญหาในที่ทำงาน ปัญหาเจ้านายและเพื่อนร่วมงาน แต่ว่าเขาสามารถผ่านเหตุการณ์นั้นและแก้ปัญหาเหล่านั้นมาได้อย่างดีทำให้ชีวิตฝ่าฟันกับอุปสรรคเหล่านั้นมาได้อย่างเข้มแข็ง ก็เพราะเขามีการฝึกฝนทักษะ Resilience ที่ทำให้เขาฟื้นกลับมาและสามารถต่อสู้เพื่อการอยู่รอดอยู่เสมอ

Resilience เป็นทักษะกระบวนการที่แสดงออกถึงความมีวุฒิภาวะ มีการควบคุมการทำงานที่ดีของสมองส่วนหน้า ไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่ถูกรบกวนเล็กน้อย หรือความหายนะอันใหญ่หลวงในชีวิตก็ตาม ทักษะ Resilience สามารถสอนกันได้ เรียนรู้ได้ และฟื้นคืนกลับมาได้แต่ต้องอาศัยการฝึกฝน และตระหนักรู้ในสภาวะจิตใจตัวเอง

เข้าใจการทำงานของสมองส่วนหน้า

ทุกทักษะที่เราได้ฝึกฝนเรียนรู้จากการทำงาน หรือลงมือปฎิบัติล้วนสร้างให้เกิดทักษะ Resilience เป็นการเพิ่มศักยภาพให้สมอง และควรสร้างความสงบจากภายในจิตใจแม้จะอยู่ท่ามกลางความวุ่นวาย ทำให้เห็นทางออกของปัญหา ปรับตัวเปลี่ยนแปลงในการใช้ชีวิต หรือ การเลือกที่จะตอบสนองต่อปัญหาที่มีกระทบกระเทือนจิตใจของเรา

หากเราไม่มีการฝึกฝนทักษะ Resilience อาจเกิดอาการหมดกำลังใจ หากไม่ได้รับการฝึกฝนทักษะ Resilience เราอาจกำลังเผชิญกับปัญหาด้วยความไม่แน่ใจ สับสนลังเล เป็นการรับรู้จากภายในของเราที่เกิดจากการพัฒนามาจากสมองเช่นกัน

สมองส่วนหน้าทำงานด้านการเรียนรู้ ควบคุมการตอบสนองด้านร่างกายและอารมณ์ อย่างไรก็ตามความสามารถในการพัฒนาศักยภาพของสมองส่วนนี้ในการเพิ่มทักษะresilience อาจไม่สามารถทำงานได้อย่างปกติในคนที่เคยได้รับผลกระทบจากบาดแผลทางใจ ประสบการณ์อันเลวร้ายในอดีต หรือสมองถูกกระทบกระเทือนเพราะการทำงานของระบบความทรงจำและอาจส่งผลต่อประสิทธิภาพในการฟื้นคืนของสภาวะทางจิตใจ

ทักษะResilience ยืดหยุ่นได้อยู่ตลอดเวลา

จากงานวิจัยพบว่าResilience ของคนเรานั้นเปลี่ยนไปตามการเรียนรู้ และการศึกษา ถึงแม้ว่าบางคนจะเกิดมาด้วยทักษะResilienceที่มากกว่าคนอื่น แต่คนที่มีทักษะResilience ที่ไม่สูงเท่าก็สามารถที่จะฝึกฝนและสร้างมันให้แข็งแกร่งขึ้นมาได้เช่นกัน

 
ทักษะResilience สามารถฝึกได้ในที่ทำงาน

  • สร้างสัมพันธภาพที่ดี
การมีคอนเนคชั่นที่ดีเป็นสิ่งสำคัญ การสร้างสัมพันธภาพที่ดีกับเพื่อนร่วมงานจะช่วยเพิ่มการสื่อสารให้มีประสิทธิภาพ  การช่วยเหลือให้ผู้อื่นให้ประสบความสำเร็จบรรลุเป้าหมายของทีม ถือเป็นชัยชนะของทั้งเราและของเพื่อนร่วมงานที่ได้รับร่วมกัน

  • ให้การช่วยเหลือผู้อื่น

การช่วยเหลือกันและกันในยามที่เจอกับปัญหาและความเครียด ในโลกที่ต้องเจอกับความเครียดและอาจส่งผลต่อสุขภาพจิตคนที่มีทักษะResilience เท่านั้นถึงจะสามารถดูแลจิตใจตัวเองให้ปกติ และฝ่าฝันอุปสรรคนั้นไปได้

อย่างไรก็ตาม นอกจาก Resilience แล้วยังต้องมี Grit อีกด้วย
Grit คือ สัญชาติญาณในการต่อสู้ เอาชนะอุปสรรค ไม่ย่อท้อ ฝ่าฟันไปจนกว่าจะถึงจุดหมายไม่ว่าจะเจอกับอุปสรรคสักกี่ครั้งก็ไม่ยอมแพ้ คนที่มีเป้าหมายในการทำงานเพื่อให้บรรลุผลสำเร็จจะแตกต่างจากคนที่แค่ทำงานให้ผ่านไปวันๆโดยไม่มีเป้าหมายที่ชัดเจน ดังนั้นคนที่มีทักษะResilienceที่ดี  จึงต้องฝึกเตรียมความพร้อมในหลายๆด้าน   

  

  • ฝึกทักษะด้านต่างๆ อยู่เสมอ

ลักษณะของคนที่มีทักษะ Resilience จะเป็นคนที่มีความพร้อมในหลายด้านประกอบกัน เช่น มี  ความคิด การกระทำ ทัศนคติ และ ทักษะการทำงานด้านอื่นๆ ดังนั้นเมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลง มีปัญหาโถมเข้าใส่ ทักษะที่มีอยู่ในตัวเหล่านี้ก็สามารถช่วยจัดการกับความเครียดให้เปลี่ยนเป็น ความมุ่งมั่นที่จะฝ่าฟัน และ มีวิธีควบคุมความท้าทายนั้นๆได้

จากการศึกษาพบว่าการที่สภาพจิตใจสามารถฝึกทักษะนี้ได้จะต้องมี การฝึกฝนการทำสมาธิ หรือฝึกฝนความสงบในจิตใจให้ได้ก่อน เราควรให้ความสงบกับจิตใจที่วุ่นวาย และรีบเร่งจากการทำงาน ควรแยกตัวออกจากงานบ้างเพื่อทำให้เราสามารถควบคุมสิ่งแวดล้อมภายนอกได้

 

  •  มองบวก
 Positive ช่วยทำให้เรากลับมามีพลังและแรงพลักดันในการทำงาน การมี Resilience ทำให้ฟื้นคืนสภาพจิตใจในการกลับมาต่อสู้กับอุปสรรคในที่ทำงานซึ่งตรงกันข้ามกับ  burtout หรือภาวะหมดไฟในการทำงาน
       
  • รู้ทันอารมณ์ตัวเอง หรือ Emotional Insight
ทักษะนี้เกี่ยวโยงกับความฉลาดทางอารมณ์ เราควรทำได้ในระดับที่สามารถตระหนักรู้อารมณ์ตัวเองและสามารถมองเห็นถึงผลกระทบต่อผู้อื่นหากตัดสินใจทำสิ่งใดลงไป

  • · ฝึกสมดุลชีวิตกับการงาน หรือ work-life balance

โลกที่เปลี่ยนไป เทคโนโลยีทำให้เราเข้าถึงการทำงานได้ทุกวันตลอด 24ชม.ดังนั้นการได้พักเบรคจากงานทำชีวิตให้สมดุล และฝึกจิตใจให้สงบจึงเป็นการฝึก Resilience ให้ชีวิตกลับมามีพลังอีกครั้ง การพักผ่อนทำให้จิตใจได้สงบ และยังทำให้เราเชื่อมต่อตัวเรากับจิตวิญญาณ รับรู้ถึงความหมายของการมีชีวิตอยู่ และรักษาสมดุลกับการดำเนินชีวิตกับการทำงาน ลดความเครียด ค้นพบตัวกระตุ้นความเครียดเพื่อให้เราได้ตระหนักรู้เวลาที่ต้องเผชิญหน้ากับมัน

การสร้างทักษะ Resilience  ในที่ทำงานประกอบได้ด้วยปัจจัยที่สำคัญทั้งการมองบวก ความสามารถในการบาลานซ์ และจัดการอารมณ์ของตัวเองและความสามารถในการสร้างสัมพันธ์ในที่ทำงาน การมีResilience ทำให้เรามีพลังใจในการกลับมาทำงาน และสามารถจัดการกับความเครียดที่เข้ามาอย่างไม่หยุดหย่อนได้ ดังนั้นการฝึกความสงบจิตใจจึงเป็นเหตุผลสำคัญที่สำคัญต่อการพัฒนาทักษะ Resilience การที่จิตใจสงบเราค้นพบความจริงมากมาย เช่น การตัดสินใจมีความถูกต้องแม่นยำมากขึ้น มองเห็นปัญหาอย่างเข้าใจถ่องแท้ การรับรู้ระบบการทำงานของประสาทและสมองมีความยืดหยุ่นมากขึ้น นอกจากยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานร่วมกันและช่วยลดความเครียดที่เกิดจากการทำงานได้อีกด้วย

 

 
อ้างอิง:

https://hbr.org/2016/06/627-building-resilience-ic-5-ways-to-build-your-personal-resilience-at-work

https://positivepsychology.com/resilience-in-the-workplace/

https://www.verywellmind.com/what-is-brain-plasticity-2794886

https://www.mindful.org/train-your-brain-to-build-resilience/

https://www.mindtools.com/pages/article/resilience.htm
https://www.bettermindthailand.com/

https://www.facebook.com/BettermindThailand

https://positivepsychology.com/resilience-quotes/

 

Powered by MakeWebEasy.com
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ นโยบายความเป็นส่วนตัวและคุกกี้