โรคโกหกเป็นนิสัย (Pathological Liar) …
วิธีรับมือและจัดการใจเมื่อเจอโรคโกหกเป็นนิสัย
ดร.มฤษฎ์ แก้วจินดา
Marid Kaewchinda (Ph.D.)
นักจิตวิทยาการปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ
นักจิตบำบัด EMDR Psychotherapy/ Brainspotting Psychotherapy
โรคโกหกเป็นนิสัย (Pathological Liar) คืออะไร?
สังเกตอาการ สาเหตุ และวิธีรับมือ
Pathological Liar หรือ โรคโกหกเป็นนิสัย คือปัญหาทางสุขภาพจิตที่ผู้ป่วยมักพูดโกหกอย่างต่อเนื่องจนกลายเป็นบุคลิกภาพ ความแตกต่างที่สำคัญคือคนทั่วไปอาจโกหกเพื่อผลประโยชน์บางอย่างหรือเพื่อรักษาน้ำใจ แต่คนที่เป็นโรคโกหกเป็นนิสัยจะโกหกซ้ำๆ แม้ในเรื่องเล็กน้อยที่ไม่มีความจำเป็นต้องโกหกเลยก็ตาม
ทำไมเขาถึงต้องโกหก? (Root Causes)
พฤติกรรมนี้ไม่ได้เกิดจากความตั้งใจจะทำร้ายใครเสมอไป แต่มักมีรากเหง้ามาจากปัญหาทางจิตใจ:
- ปมบาดแผลในใจ (Trauma): มักเกิดจากการถูกทำร้ายหรือละเลยในวัยเด็ก ทำให้ต้องโกหกเพื่อสร้างตัวตนใหม่ให้คนยอมรับ.
- ความเครียดและวิตกกังวล: ใช้การโกหกเป็นกลไกป้องกันตัวเพื่อหลีกเลี่ยงความเจ็บปวดในโลกความเป็นจริง.
- ความผิดปกติของบุคลิกภาพ: อาจเกี่ยวเนื่องกับโรคหลงตัวเอง (NPD) หรือโรคต่อต้านสังคม (Antisocial) เพื่อใช้ควบคุมหรือครอบงำผู้อื่น.
วิธีรับมือและจัดการใจตัวเอง
- รักษาระยะห่างที่เหมาะสม: หากสัมพันธภาพเริ่มบั่นทอนสุขภาพจิตของคุณ ควรสร้างระยะห่างเพื่อรักษาพลังงานชีวิต.
- อย่าเน้นการจับผิด: การปะทะด้วยอารมณ์มักทำให้สถานการณ์แย่ลง เพราะเขาจะปฏิเสธและตอบโต้ด้วยความโกรธ.
- สนับสนุนให้รักษาด้วย EMDR: การทำจิตบำบัด EMDR (EMDR Therapy) ได้รับการยอมรับว่ามีประสิทธิภาพสูงในการรักษาปมบาดแผลทางใจ (Trauma/PTSD) ซึ่งเป็นต้นเหตุของพฤติกรรมนี้

วิธีจัดการใจตัวเองเมื่อต้องรับมือกับคนโกหกเป็นนิสัย
(How to Protect Your Mind)
การอยู่ร่วมกับคนที่มีพฤติกรรมโกหกจนเป็นนิสัย (Pathological Liar) ไม่ใช่เพียงการพยายามจับผิด แต่คือการรักษา "พลังงานชีวิต" ของตัวคุณเอง หากไม่จัดการใจให้ดี คุณอาจเผชิญกับภาวะความเครียดสะสมหรือการสูญเสียความมั่นใจในความจริงของตนเอง (Gaslighting)
กลยุทธ์การจัดการใจ (Mental Strategies):
- ยอมรับว่าคุณเปลี่ยนเขาไม่ได้ (Acceptance): ความต้องการเปลี่ยนคนอื่นคือจุดเริ่มต้นของความทุกข์ การยอมรับว่านี่คือ "อาการทางจิตวิทยา" จะช่วยให้คุณลดความคาดหวังลง
- ฝึกฝนความฉลาดทางอารมณ์ (EQ): เมื่อรับรู้ว่าสิ่งที่ได้ยินไม่ใช่ความจริง ให้บอกตัวเองว่า "นี่ไม่ใช่ข้อมูลที่ฉันต้องเก็บมาเป็นอารมณ์" เพื่อตัดวงจรความหงุดหงิด
- มองหาความสุขนอกความสัมพันธ์: อย่าให้พฤติกรรมของเขาเป็นศูนย์กลางของชีวิต พยายามทำกิจกรรมที่สร้างความภูมิใจและยืนยันคุณค่าในตัวเอง

สาเหตุของโรคโกหกเป็นนิสัย: ทำไมบางคนถึงหยุดโกหกไม่ได้?
พฤติกรรมการโกหกเป็นนิสัย (Pathological Lying) มักมีรากเหง้าซับซ้อนมากกว่าแค่การเจตนาหลอกลวง โดยส่วนใหญ่มักเกิดจากปัจจัยทางจิตวิทยาดังนี้:
- กลไกการป้องกันตนเอง (Defense Mechanism): เพื่อลดความเครียด ความวิตกกังวล หรือหลีกเลี่ยงความเจ็บปวดจากการเผชิญความจริงที่รับไม่ได้ในชีวิต
- ปมบาดแผลทางใจในวัยเด็ก (Childhood Trauma): การถูกทำร้ายหรือละเลยในอดีตอาจทำให้ผู้ป่วยสร้างเรื่องโกหกขึ้นมาเพื่อ "เรียกร้องความเห็นใจ" หรือสวมบทบาทเป็นเหยื่อเพื่อให้ได้รับความสนใจ
- ความผิดปกติของบุคลิกภาพ (Personality Disorders): มักพบร่วมกับโรคทางจิตเวช เช่น:
-โรคต่อต้านสังคม (Antisocial Personality Disorder): โกหกเพื่อผลประโยชน์โดยไม่สนความรู้สึกผู้อื่น
-โรคบุคลิกภาพก้ำกึ่ง (Borderline Personality Disorder): โกหกเพื่อรักษาความสัมพันธ์หรือกลัวการถูกทอดทิ้ง
-โรคหลงตัวเอง (Narcissistic Personality Disorder - NPD): ใช้การโกหกเป็นเครื่องมือสร้างภาพลักษณ์ที่สมบูรณ์แบบ หรือเพื่อครอบงำและควบคุมจิตใจผู้อื่น (Gaslighting) ให้รู้สึกมีอำนาจเหนือกว่า

วิธีรับมือและป้องกันสุขภาพจิตเมื่อต้องอยู่กับคนโกหกเป็นนิสัย
การจัดการกับ Pathological Liar ไม่ใช่การพยายามเอาชนะด้วยความจริงเสมอไป แต่คือการรักษา "ระยะห่าง" และ "ใจ" ของคุณเอง นี่คือกลยุทธ์ที่แนะนำโดยนักจิตวิทยา:
- สร้างระยะห่างที่ปลอดภัย (Establish Boundaries): หากพฤติกรรมของเขาบั่นทอนพลังงานชีวิตจนคุณเครียดสะสม การถอยออกมาหรือจำกัดเวลาการสนทนาคือทางเลือกที่ดีที่สุดเพื่อรักษาสุขภาพจิตของคุณเอง
- รวบรวมข้อมูลและเชื่อมั่นในความจริงของตนเอง: จดบันทึกข้อเท็จจริงไว้เพื่อป้องกันภาวะ Gaslighting (การถูกปั่นหัวให้สงสัยในตัวเอง) การมีหลักฐานจะช่วยให้คุณมั่นคงในความจริงเมื่อต้องเผชิญหน้าในอนาคต
- เตรียมพร้อมรับมือกับการปฏิเสธ (Expect Denial): เป็นเรื่องปกติที่เขาจะโกรธหรือปฏิเสธอย่างรุนแรงเมื่อถูกจับได้ ควรหลีกเลี่ยงการปะทะในขณะที่มีอารมณ์ และเลือกสื่อสารอย่างสงบเมื่อสถานการณ์คลี่คลาย
เสนอทางออกด้วยความเห็นใจ (Offer Support with Compassion):
หากเป็นคนใกล้ชิด ลองแสดงให้เห็นว่าคุณเป็นพวกเดียวกัน และพร้อมจะสนับสนุนให้เขาเข้าสู่กระบวนการรักษา เช่น การทำจิตบำบัด (Psychotherapy) เพื่อแก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุร่วมกัน

เมื่อคนในครอบครัวหรือคนรักเป็นโรคโกหกเป็นนิสัย ควรรับมืออย่างไร?
หากพฤติกรรมโกหกเป็นนิสัยเกิดขึ้นกับคนใกล้ชิด ไม่ว่าจะเป็นคู่ชีวิตหรือสมาชิกในครอบครัว การรักษาสมดุลระหว่าง "ความช่วยเหลือ" และ "การปกป้องใจตัวเอง" คือสิ่งสำคัญที่สุด
- เข้าใจต้นตอของการโกหก: ลองสังเกตว่าเขาโกหกเพื่ออะไร? เพื่อปิดบังความผิด เพื่อให้ตัวเองดูดีขึ้น หรือเพื่อควบคุมสถานการณ์ การเข้าใจแรงจูงใจจะช่วยให้เราสื่อสารได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
- ตั้งขอบเขตที่ชัดเจน (Healthy Boundaries): หากความสัมพันธ์เริ่มทำให้คุณเกิดความสับสน (Gaslighting) หรือพยายามควบคุมความคิดของคุณ ถึงเวลาที่ต้องวางข้อจำกัดที่ชัดเจน เช่น การจำกัดการสนทนาในเรื่องที่ไม่เป็นความจริง หรือการเว้นระยะห่างเพื่อรักษาพื้นที่ปลอดภัยทางจิตใจ
- พิจารณาขีดจำกัดของตนเอง: ประเมินว่าพฤติกรรมใดที่คุณยอมรับได้ และพฤติกรรมใดที่บั่นทอนสุขภาพจิตจนเกินไป หากอีกฝ่ายไม่ยอมรับปัญหาและไม่ปรับปรุง การอยู่ร่วมกันอาจนำไปสู่ภาวะเครียดเรื้อรัง
- ขอความช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญ: การแก้ไขปัญหาในความสัมพันธ์ที่มีเรื่องการโกหกเป็นนิสัยนั้นซับซ้อนเกินกว่าจะแก้เพียงลำพัง การปรึกษานักจิตวิทยาเพื่อทำการเยียวยาจิตใจและปรับความสัมพันธ์ (Relationship Counseling) คือทางออกที่ยั่งยืน

นวัตกรรมการรักษาโรคโกหกเป็นนิสัย: แก้ไขลึกถึงระดับสมองด้วย EMDR, Brainspotting และ CBT
ที่ Better Mind เราเชื่อว่าการแก้ไขพฤติกรรมโกหกเป็นนิสัยอย่างยั่งยืน ไม่ใช่แค่การปรับพฤติกรรมภายนอก แต่ต้องลงลึกถึงการเยียวยา "ต้นตอทางจิตวิทยา" และ "ระบบประสาท" เพื่อคืนความไว้วางใจให้กับชีวิตและความสัมพันธ์อีกครั้ง ผ่าน 3 เทคนิคการรักษาที่ทรงพลังที่สุดในปัจจุบัน:
- Brainspotting Therapy: "ตำแหน่งดวงตาเปลี่ยน...สมองเปลี่ยน" นวัตกรรมล่าสุดที่ใช้ตำแหน่งการมองเพื่อเข้าถึงปมบาดแผล (Trauma) ในสมองส่วนลึก (Subcortical Brain) ซึ่งการพูดคุยบำบัดทั่วไปเข้าไม่ถึง ช่วยปลดล็อกกลไก "การโกหกโดยอัตโนมัติ" ที่เกิดจากการป้องกันตัวในระดับจิตใต้สำนึกได้อย่างแม่นยำและรวดเร็ว
- EMDR Therapy: "ปลดล็อกความทรงจำ...เยียวยาปมในอดีต" จิตบำบัดมาตรฐานสากลที่ช่วยคลายล็อกความทรงจำที่เจ็บปวดจากภาวะ PTSD หรือบาดแผลทางใจในอดีต ลดความอ่อนไหวต่อสิ่งเร้าที่เคยกระตุ้นให้คุณต้องใช้การโกหกเพื่อเอาตัวรอด ทำให้จิตใจกลับมามีความมั่นคงและเผชิญหน้ากับความจริงได้ง่ายขึ้น
- CBT (Cognitive Behavioral Therapy): "ปรับความคิด...สร้างพฤติกรรมใหม่" เครื่องมือปรับจูนกระบวนการคิดในระดับปัจจุบัน เปลี่ยนการเรียนรู้ที่ผิดพลาดในอดีต (เช่น การโกหกเพื่อให้ได้รับคำชม) ให้กลายเป็นการสื่อสารที่สร้างสรรค์ จริงใจ และสร้างความเชื่อมั่นในตนเองขึ้นมาใหม่ (Self-Esteem)
ทำไมต้องรักษาที่ Better Mind? เราผสานเทคโนโลยีทางจิตวิทยาที่ทันสมัยเข้ากับการดูแลที่เข้าใจมนุษย์ เพื่อหยุดพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ และช่วยให้คุณกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างภาคภูมิใจ พร้อมกู้คืนความสัมพันธ์ที่แตกสลายให้กลับมาแข็งแรงอีกครั้ง

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับโรคโกหกเป็นนิสัย (FAQ)
Q: จะรู้ได้อย่างไรว่าคนใกล้ชิดเป็นโรคโกหกเป็นนิสัย หรือแค่โกหกทั่วไป?
A: การโกหกทั่วไปมักมี "เหตุผล" เช่น เพื่อรักษาน้ำใจหรือเอาตัวรอด แต่ Pathological Liar มักโกหกโดย "ไม่มีเหตุผล" แม้เรื่องเล็กน้อยก็แต่งเรื่องขึ้นมาอย่างซับซ้อน มักเปลี่ยนเรื่องราวไปมาจนน่าสับสน และมักแสดงอาการโกรธหรือปฏิเสธอย่างรุนแรงหากถูกตั้งคำถาม เพื่อปกป้องโลกที่เขาสร้างขึ้น
Q: โรคโกหกเป็นนิสัยรักษาหายได้จริงไหม?
A: "รักษาได้และดีขึ้นได้จริง" หากได้รับการแก้ไขที่ต้นตอครับ ที่ Better Mind เราไม่ได้แค่สอนให้หยุดพูดโกหก แต่เราใช้จิตบำบัดขั้นสูงอย่าง EMDR และ Brainspotting เพื่อลงลึกไปแก้ไข "ปมบาดแผลทางใจ (Trauma)" หรือภาวะ PTSD ที่คอยขับเคลื่อนให้เขาต้องโกหกเพื่อความปลอดภัย พร้อมใช้ CBT ปรับพฤติกรรมให้เขากลับมาสื่อสารอย่างจริงใจได้อีกครั้ง
Q: ทำไมเขาต้องโกหกซ้ำๆ แม้เรื่องไม่เป็นเรื่อง?
A: เพราะการโกหกอาจเป็น "กลไกการเอาตัวรอด" จากความทรงจำที่เจ็บปวดในอดีต หรืออาจเกี่ยวข้องกับปัญหาบุคลิกภาพ เช่น โรคหลงตัวเอง (NPD) หรือโรคต่อต้านสังคม (Anti-social) การโกหกเป็นเพียงยอดภูเขาน้ำแข็ง แต่เบื้องล่างคือความต้องการการยอมรับ การควบคุม หรือความกลัวที่ซ่อนอยู่ครับ
Q: อยู่กับคนชอบโกหกจนเริ่มสับสน (Gaslighting) ควรทำอย่างไร?
A: หากคุณเริ่มสงสัยในความจริงของตัวเอง นั่นคือสัญญาณอันตรายต่อสุขภาพจิตครับ แนะนำให้รักษาระยะห่างที่ปลอดภัย และพาเขามาพบผู้เชี่ยวชาญเพื่อรับการวินิจฉัยที่ถูกต้อง การรักษาต้นตอจะช่วยให้ความสัมพันธ์ที่บอบช้ำกลับมาแข็งแรงได้อีกครั้ง