EMDR vs Positive Psychology: ความแตกต่างระหว่างการเยียวยาบาดแผลทางใจและการสร้างชีวิตที่มีความหมาย

116 Views  | 

EMDR vs Positive Psychology: ความแตกต่างระหว่างการเยียวยาบาดแผลทางใจและการสร้างชีวิตที่มีความหมาย

EMDR กับ Positive Psychology:

เมื่อการเยียวยาบาดแผลทางใจและการสร้างชีวิตที่มีความหมายต้องเดินไปด้วยกัน

 

โดย: ดร.มฤษฎ์ แก้วจินดา (Ph.D) ผู้เชี่ยวชาญ:
นักจิตวิทยาการปรึกษา,
นักจิตบำบัด EMDR/Brainspotting Psychotherapy



ทำไมบางคนยังทุกข์ แม้เหตุการณ์ร้ายจะผ่านไปนานแล้ว?
หลายคนเคยบอกตัวเองว่า

“มันก็ผ่านมาตั้งนานแล้ว”

“ฉันควรจะลืมมันได้แล้ว”

“ทำไมยังรู้สึกเจ็บอยู่?”

แต่ในความเป็นจริง สมองและจิตใจไม่ได้ทำงานเหมือนปฏิทิน

แม้เวลาจะผ่านไปหลายปี ความทรงจำบางอย่างยังสามารถส่งผลต่ออารมณ์ ความสัมพันธ์ การตัดสินใจ และคุณภาพชีวิตได้อย่างต่อเนื่อง

บางคนรู้สึกวิตกกังวลโดยไม่ทราบสาเหตุ

บางคนรู้สึกไม่มีคุณค่าในตัวเอง

บางคนประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน แต่กลับไม่มีความสุข

บางคนรู้สึกเหมือนกำลังใช้ชีวิตอยู่ในโหมด “เอาตัวรอด” มากกว่าการใช้ชีวิตอย่างแท้จริง

ในวงการสุขภาพจิตสมัยใหม่ มีสองแนวคิดที่ได้รับความสนใจอย่างมากในการช่วยให้ผู้คนฟื้นฟูสุขภาวะทางใจ ได้แก่

EMDR (Eye Movement Desensitization and Reprocessing)

และ

Positive Psychology (จิตวิทยาเชิงบวก)

แม้ทั้งสองแนวทางจะมีเป้าหมายในการช่วยให้ผู้คนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น แต่ทั้งคู่ทำงานคนละส่วนของการฟื้นฟูจิตใจ

การเข้าใจความแตกต่างและความสัมพันธ์ของทั้งสองแนวทาง อาจเป็นกุญแจสำคัญในการดูแลสุขภาพจิตอย่างยั่งยืน




Positive Psychology คืออะไร?
Positive Psychology หรือ จิตวิทยาเชิงบวก เป็นศาสตร์ที่ศึกษาปัจจัยที่ทำให้มนุษย์มีความสุข มีความหมาย และสามารถเติบโตได้อย่างเต็มศักยภาพ

ต่างจากจิตวิทยาในอดีตที่มุ่งเน้นการรักษาความผิดปกติทางจิตใจเป็นหลัก

จิตวิทยาเชิงบวกตั้งคำถามใหม่ว่า

“อะไรทำให้ชีวิตมีคุณค่า?”

“อะไรทำให้มนุษย์เติบโตได้ดี?”

“อะไรทำให้บางคนสามารถฟื้นตัวจากความยากลำบากได้ดีกว่าคนอื่น?”

หนึ่งในผู้บุกเบิกสำคัญของศาสตร์นี้คือ Martin Seligman ผู้เสนอว่า สุขภาพจิตที่ดีไม่ได้หมายถึงการไม่มีโรคทางจิตเวชเท่านั้น

แต่ยังรวมถึงการมีชีวิตที่เต็มไปด้วยความหมาย ความสัมพันธ์ที่ดี ความสำเร็จ และความพึงพอใจในชีวิต


โมเดล PERMA: หัวใจของชีวิตที่มีความสุข
Positive Psychology เสนอองค์ประกอบสำคัญของความเป็นอยู่ที่ดีผ่านโมเดล PERMA

P – Positive Emotion
ความรู้สึกเชิงบวก เช่น

ความสุข
ความสงบ
ความขอบคุณ
ความหวัง
E – Engagement
การมีส่วนร่วมอย่างลึกซึ้งกับสิ่งที่ทำ

หรือภาวะที่เรียกว่า Flow

R – Relationships
ความสัมพันธ์ที่มีคุณภาพ

การรู้สึกได้รับการยอมรับและเชื่อมโยงกับผู้อื่น

M – Meaning
การมีเป้าหมายและความหมายในชีวิต

การรู้ว่าสิ่งที่ทำมีคุณค่ามากกว่าตนเอง

A – Accomplishment
การเติบโตและบรรลุเป้าหมายที่สำคัญ


แต่ทำไมบางคนเรียนรู้ Positive Thinking แล้วชีวิตยังไม่ดีขึ้น?
นี่คือคำถามสำคัญที่นักจิตวิทยาพบอยู่บ่อยครั้ง

หลายคนอ่านหนังสือพัฒนาตนเอง

ฝึก Gratitude

ฝึก Mindfulness

ตั้งเป้าหมายใหม่

แต่ยังรู้สึกติดอยู่กับความทุกข์เดิม

เหตุผลหนึ่งคือ

บางครั้งปัญหาไม่ได้อยู่ที่ "ปัจจุบัน"

แต่อยู่ที่ "บาดแผลในอดีต"

หากระบบประสาทยังคงตอบสนองต่อความทรงจำที่เจ็บปวด

การคิดบวกเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ

นี่คือจุดที่ EMDR เข้ามามีบทบาท




EMDR คืออะไร?
EMDR ย่อมาจาก

Eye Movement Desensitization and Reprocessing

เป็นกระบวนการบำบัดทางจิตวิทยาที่ช่วยให้สมองสามารถประมวลผลความทรงจำที่กระทบกระเทือนจิตใจได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

แนวคิดสำคัญคือ

เมื่อมนุษย์เผชิญเหตุการณ์ที่รุนแรงเกินกว่าระบบประสาทจะรับมือได้

สมองอาจเก็บความทรงจำนั้นไว้ในรูปแบบที่ยังไม่สมบูรณ์

ผลคือ

แม้เหตุการณ์จะจบลงแล้ว

ร่างกายและอารมณ์ยังคงตอบสนองราวกับอันตรายนั้นยังคงอยู่


Trauma ไม่ได้หมายถึงเหตุการณ์ใหญ่เสมอไป
หลายคนคิดว่า Trauma ต้องเป็นสงคราม อุบัติเหตุร้ายแรง หรือภัยพิบัติ

แต่ในทางจิตวิทยา Trauma สามารถเกิดได้จาก

  • การถูกวิจารณ์ซ้ำ ๆ ในวัยเด็ก
  • การถูกทอดทิ้ง
  • การสูญเสียคนสำคัญ
  • ความรุนแรงในครอบครัว
  • การถูกกลั่นแกล้ง
  • การถูกปฏิเสธซ้ำ ๆ
  • ความสัมพันธ์ที่เป็นพิษ


เหตุการณ์เหล่านี้อาจส่งผลต่อความเชื่อเกี่ยวกับตนเอง เช่น

“ฉันไม่ดีพอ”

“ฉันไม่มีคุณค่า”

“ฉันไม่ปลอดภัย”

“ไม่มีใครรักฉันจริง”

และความเชื่อเหล่านี้อาจติดตามบุคคลไปตลอดชีวิต



EMDR ช่วยอะไรได้บ้าง?
EMDR ถูกนำมาใช้กับปัญหาหลากหลาย เช่น

  • PTSD
  • Trauma ในวัยเด็ก
  • ความวิตกกังวล
  • Panic Disorder
  • ความเศร้าโศกจากการสูญเสีย
  • ความเชื่อเชิงลบเกี่ยวกับตนเอง
  • ความเครียดจากเหตุการณ์รุนแรง


เป้าหมายสำคัญคือ

การช่วยให้บุคคลสามารถนึกถึงอดีตได้

โดยไม่ต้องกลับไปเจ็บปวดเหมือนเดิม



Positive Psychology และ EMDR ไม่ได้แข่งขันกัน
หนึ่งในความเข้าใจผิดที่พบบ่อยคือ

ผู้คนมักคิดว่าต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง

แต่ในความเป็นจริง

ทั้งสองแนวทางทำงานคนละหน้าที่

  • EMDR ช่วยเยียวยาบาดแผล
  • Positive Psychology ช่วยสร้างชีวิต
  • EMDR ช่วยลดน้ำหนักของอดีต
  • Positive Psychology ช่วยเพิ่มพลังของอนาคต
  • EMDR ช่วยให้ระบบประสาทรู้สึกปลอดภัย
  • Positive Psychology ช่วยให้ชีวิตมีความหมาย

ดังนั้นการดูแลสุขภาพจิตที่ยั่งยืนมักเกี่ยวข้องกับทั้งสองส่วน

ทั้งการเยียวยาสิ่งที่เจ็บปวด

และการสร้างสิ่งที่มีคุณค่า


จากการเอาตัวรอด สู่การเติบโต
ในทางจิตวิทยามีแนวคิดที่เรียกว่า

Post-Traumatic Growth

หรือการเติบโตหลังผ่านเหตุการณ์สะเทือนใจ

ผู้คนจำนวนมากค้นพบว่า

หลังจากได้เยียวยาบาดแผลในอดีต

พวกเขาเริ่ม

  • เข้าใจตนเองมากขึ้น
  • เห็นคุณค่าของชีวิตมากขึ้น
  • สร้างความสัมพันธ์ที่ดีขึ้น
  • มีความหมายในชีวิตมากขึ้น
  • กล้าที่จะเป็นตัวเองมากขึ้น
  • นี่คือจุดที่การเยียวยาและการเติบโตมาบรรจบกัน



เมื่อไรควรขอความช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิต?
คุณอาจได้รับประโยชน์จากการปรึกษานักจิตวิทยาหรือผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิต หากพบว่าตนเองมีอาการดังต่อไปนี้

  • คิดถึงเหตุการณ์ในอดีตซ้ำ ๆ
  • ฝันร้ายบ่อย
  • วิตกกังวลเรื้อรัง
  • รู้สึกไม่มีคุณค่า
  • ความสัมพันธ์มีปัญหาเดิมซ้ำ ๆ
  • ควบคุมอารมณ์ได้ยาก
  • รู้สึกไม่มีความสุขแม้ชีวิตภายนอกดูปกติ

การขอความช่วยเหลือไม่ใช่สัญญาณของความอ่อนแอ
แต่เป็นการลงทุนในสุขภาพจิตและคุณภาพชีวิตระยะยาว


Better Mind Mental Health Service Thailand:

เพราะการเยียวยาและการเติบโตสำคัญพอ ๆ กัน
ที่ Better Mind Mental Health Service Thailand เราเชื่อว่าการดูแลสุขภาพจิตไม่ได้มีเป้าหมายเพียงแค่การลดความทุกข์

แต่ยังรวมถึงการช่วยให้ผู้คนกลับมามีชีวิตที่เต็มไปด้วยความหมาย ความหวัง และศักยภาพอีกครั้ง

ไม่ว่าคุณกำลังเผชิญกับความเครียด ความวิตกกังวล ความสูญเสีย หรือผลกระทบจากประสบการณ์ในอดีต การได้รับการดูแลอย่างเหมาะสมอาจเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญที่สุดในชีวิต

เพราะบางครั้ง การเยียวยาไม่ได้หมายถึงการลืมอดีต

แต่คือการเรียนรู้ที่จะอยู่กับอดีตอย่างไม่ถูกมันควบคุม และสามารถก้าวต่อไปสู่อนาคตที่มีความหมายได้อย่างมั่นคง


 

 FAQ

1. EMDR คืออะไร?
EMDR (Eye Movement Desensitization and Reprocessing) เป็นรูปแบบการบำบัดทางจิตวิทยาที่ช่วยให้สมองประมวลผลความทรงจำหรือประสบการณ์ที่กระทบกระเทือนจิตใจใหม่ ทำให้ความทุกข์ทางอารมณ์ลดลงและสามารถใช้ชีวิตได้อย่างสมดุลมากขึ้น


2. EMDR เหมาะกับใครบ้าง?
EMDR เหมาะสำหรับผู้ที่เคยผ่านเหตุการณ์กระทบกระเทือนจิตใจ เช่น การสูญเสีย อุบัติเหตุ ความรุนแรง การถูกล่วงละเมิด ความสัมพันธ์ที่เป็นพิษ รวมถึงผู้ที่มีอาการ PTSD ความวิตกกังวล หรือความเชื่อเชิงลบเกี่ยวกับตนเอง


3. EMDR แตกต่างจากการให้คำปรึกษาทั่วไปอย่างไร?
การให้คำปรึกษาทั่วไปมักเน้นการพูดคุยและทำความเข้าใจปัญหา ในขณะที่ EMDR มุ่งช่วยให้สมองประมวลผลความทรงจำที่ยังส่งผลต่ออารมณ์และพฤติกรรม ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในระดับลึกมากขึ้น


4. Positive Psychology คืออะไร?
Positive Psychology หรือจิตวิทยาเชิงบวก เป็นศาสตร์ที่ศึกษาปัจจัยที่ช่วยให้มนุษย์มีความสุข มีความหมายในชีวิต มีความยืดหยุ่นทางจิตใจ และสามารถเติบโตได้อย่างเต็มศักยภาพ


5. Positive Psychology ต่างจาก EMDR อย่างไร?
EMDR มุ่งเน้นการเยียวยาบาดแผลทางใจจากอดีต ส่วน Positive Psychology มุ่งเน้นการสร้างจุดแข็ง ความหมาย และคุณภาพชีวิตในปัจจุบันและอนาคต ทั้งสองแนวทางสามารถทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ


6. Trauma หรือบาดแผลทางใจคืออะไร?
Trauma คือประสบการณ์ที่ส่งผลกระทบต่อระบบประสาทและอารมณ์อย่างรุนแรง จนทำให้บุคคลรู้สึกไม่ปลอดภัย สูญเสียการควบคุม หรือมีผลกระทบต่อชีวิตแม้เหตุการณ์นั้นจะผ่านไปแล้ว


7. ต้องเป็น PTSD เท่านั้นหรือไม่จึงจะใช้ EMDR ได้?
ไม่จำเป็น EMDR สามารถใช้กับผู้ที่มีความเครียดเรื้อรัง ความวิตกกังวล ความเศร้าโศกจากการสูญเสีย ความเชื่อเชิงลบต่อตนเอง หรือผลกระทบจากประสบการณ์ในวัยเด็กได้เช่นกัน


8. EMDR ต้องใช้กี่ครั้งจึงเห็นผล?
จำนวนครั้งขึ้นอยู่กับความซับซ้อนของปัญหา ประวัติชีวิต และเป้าหมายของแต่ละบุคคล บางคนเริ่มเห็นการเปลี่ยนแปลงภายในไม่กี่ครั้ง ขณะที่บางกรณีอาจต้องใช้เวลานานกว่า


9. การเยียวยาบาดแผลทางใจช่วยเรื่องความสัมพันธ์ได้หรือไม่?
ได้ เพราะบาดแผลทางใจจำนวนมากส่งผลต่อการไว้วางใจ การสื่อสาร การควบคุมอารมณ์ และความสัมพันธ์ การทำงานกับ Trauma อย่างเหมาะสมสามารถช่วยพัฒนาคุณภาพความสัมพันธ์ได้


10. เมื่อไรควรปรึกษานักจิตวิทยา?
หากคุณมีความเครียด วิตกกังวล นอนไม่หลับ คิดถึงเหตุการณ์ในอดีตซ้ำ ๆ มีปัญหาความสัมพันธ์ หรือรู้สึกว่าปัญหาส่งผลต่อชีวิตประจำวัน การปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตอาจเป็นก้าวสำคัญในการฟื้นฟูคุณภาพชีวิต

Powered by MakeWebEasy.com
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว  and  นโยบายคุกกี้