118 Views |
EMDR กับ Positive Psychology:
เมื่อการเยียวยาบาดแผลทางใจและการสร้างชีวิตที่มีความหมายต้องเดินไปด้วยกัน
โดย: ดร.มฤษฎ์ แก้วจินดา (Ph.D) ผู้เชี่ยวชาญ:
นักจิตวิทยาการปรึกษา,
นักจิตบำบัด EMDR/Brainspotting Psychotherapy
ทำไมบางคนยังทุกข์ แม้เหตุการณ์ร้ายจะผ่านไปนานแล้ว?
หลายคนเคยบอกตัวเองว่า
“มันก็ผ่านมาตั้งนานแล้ว”
“ฉันควรจะลืมมันได้แล้ว”
“ทำไมยังรู้สึกเจ็บอยู่?”
แต่ในความเป็นจริง สมองและจิตใจไม่ได้ทำงานเหมือนปฏิทิน
แม้เวลาจะผ่านไปหลายปี ความทรงจำบางอย่างยังสามารถส่งผลต่ออารมณ์ ความสัมพันธ์ การตัดสินใจ และคุณภาพชีวิตได้อย่างต่อเนื่อง
บางคนรู้สึกวิตกกังวลโดยไม่ทราบสาเหตุ
บางคนรู้สึกไม่มีคุณค่าในตัวเอง
บางคนประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน แต่กลับไม่มีความสุข
บางคนรู้สึกเหมือนกำลังใช้ชีวิตอยู่ในโหมด “เอาตัวรอด” มากกว่าการใช้ชีวิตอย่างแท้จริง
ในวงการสุขภาพจิตสมัยใหม่ มีสองแนวคิดที่ได้รับความสนใจอย่างมากในการช่วยให้ผู้คนฟื้นฟูสุขภาวะทางใจ ได้แก่
EMDR (Eye Movement Desensitization and Reprocessing)
และ
Positive Psychology (จิตวิทยาเชิงบวก)
แม้ทั้งสองแนวทางจะมีเป้าหมายในการช่วยให้ผู้คนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น แต่ทั้งคู่ทำงานคนละส่วนของการฟื้นฟูจิตใจ
การเข้าใจความแตกต่างและความสัมพันธ์ของทั้งสองแนวทาง อาจเป็นกุญแจสำคัญในการดูแลสุขภาพจิตอย่างยั่งยืน

Positive Psychology คืออะไร?
Positive Psychology หรือ จิตวิทยาเชิงบวก เป็นศาสตร์ที่ศึกษาปัจจัยที่ทำให้มนุษย์มีความสุข มีความหมาย และสามารถเติบโตได้อย่างเต็มศักยภาพ
ต่างจากจิตวิทยาในอดีตที่มุ่งเน้นการรักษาความผิดปกติทางจิตใจเป็นหลัก
จิตวิทยาเชิงบวกตั้งคำถามใหม่ว่า
“อะไรทำให้ชีวิตมีคุณค่า?”
“อะไรทำให้มนุษย์เติบโตได้ดี?”
“อะไรทำให้บางคนสามารถฟื้นตัวจากความยากลำบากได้ดีกว่าคนอื่น?”
หนึ่งในผู้บุกเบิกสำคัญของศาสตร์นี้คือ Martin Seligman ผู้เสนอว่า สุขภาพจิตที่ดีไม่ได้หมายถึงการไม่มีโรคทางจิตเวชเท่านั้น
แต่ยังรวมถึงการมีชีวิตที่เต็มไปด้วยความหมาย ความสัมพันธ์ที่ดี ความสำเร็จ และความพึงพอใจในชีวิต
โมเดล PERMA: หัวใจของชีวิตที่มีความสุข
Positive Psychology เสนอองค์ประกอบสำคัญของความเป็นอยู่ที่ดีผ่านโมเดล PERMA
P – Positive Emotion
ความรู้สึกเชิงบวก เช่น
ความสุข
ความสงบ
ความขอบคุณ
ความหวัง
E – Engagement
การมีส่วนร่วมอย่างลึกซึ้งกับสิ่งที่ทำ
หรือภาวะที่เรียกว่า Flow
R – Relationships
ความสัมพันธ์ที่มีคุณภาพ
การรู้สึกได้รับการยอมรับและเชื่อมโยงกับผู้อื่น
M – Meaning
การมีเป้าหมายและความหมายในชีวิต
การรู้ว่าสิ่งที่ทำมีคุณค่ามากกว่าตนเอง
A – Accomplishment
การเติบโตและบรรลุเป้าหมายที่สำคัญ

แต่ทำไมบางคนเรียนรู้ Positive Thinking แล้วชีวิตยังไม่ดีขึ้น?
นี่คือคำถามสำคัญที่นักจิตวิทยาพบอยู่บ่อยครั้ง
หลายคนอ่านหนังสือพัฒนาตนเอง
ฝึก Gratitude
ฝึก Mindfulness
ตั้งเป้าหมายใหม่
แต่ยังรู้สึกติดอยู่กับความทุกข์เดิม
เหตุผลหนึ่งคือ
บางครั้งปัญหาไม่ได้อยู่ที่ "ปัจจุบัน"
แต่อยู่ที่ "บาดแผลในอดีต"
หากระบบประสาทยังคงตอบสนองต่อความทรงจำที่เจ็บปวด
การคิดบวกเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ
นี่คือจุดที่ EMDR เข้ามามีบทบาท

เหตุการณ์เหล่านี้อาจส่งผลต่อความเชื่อเกี่ยวกับตนเอง เช่น
“ฉันไม่ดีพอ”
“ฉันไม่มีคุณค่า”
“ฉันไม่ปลอดภัย”
“ไม่มีใครรักฉันจริง”
และความเชื่อเหล่านี้อาจติดตามบุคคลไปตลอดชีวิต

เป้าหมายสำคัญคือ
การช่วยให้บุคคลสามารถนึกถึงอดีตได้
โดยไม่ต้องกลับไปเจ็บปวดเหมือนเดิม


การขอความช่วยเหลือไม่ใช่สัญญาณของความอ่อนแอ
แต่เป็นการลงทุนในสุขภาพจิตและคุณภาพชีวิตระยะยาว
Better Mind Mental Health Service Thailand:
เพราะการเยียวยาและการเติบโตสำคัญพอ ๆ กัน
ที่ Better Mind Mental Health Service Thailand เราเชื่อว่าการดูแลสุขภาพจิตไม่ได้มีเป้าหมายเพียงแค่การลดความทุกข์
แต่ยังรวมถึงการช่วยให้ผู้คนกลับมามีชีวิตที่เต็มไปด้วยความหมาย ความหวัง และศักยภาพอีกครั้ง
ไม่ว่าคุณกำลังเผชิญกับความเครียด ความวิตกกังวล ความสูญเสีย หรือผลกระทบจากประสบการณ์ในอดีต การได้รับการดูแลอย่างเหมาะสมอาจเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญที่สุดในชีวิต
เพราะบางครั้ง การเยียวยาไม่ได้หมายถึงการลืมอดีต
แต่คือการเรียนรู้ที่จะอยู่กับอดีตอย่างไม่ถูกมันควบคุม และสามารถก้าวต่อไปสู่อนาคตที่มีความหมายได้อย่างมั่นคง

FAQ
1. EMDR คืออะไร?
EMDR (Eye Movement Desensitization and Reprocessing) เป็นรูปแบบการบำบัดทางจิตวิทยาที่ช่วยให้สมองประมวลผลความทรงจำหรือประสบการณ์ที่กระทบกระเทือนจิตใจใหม่ ทำให้ความทุกข์ทางอารมณ์ลดลงและสามารถใช้ชีวิตได้อย่างสมดุลมากขึ้น
2. EMDR เหมาะกับใครบ้าง?
EMDR เหมาะสำหรับผู้ที่เคยผ่านเหตุการณ์กระทบกระเทือนจิตใจ เช่น การสูญเสีย อุบัติเหตุ ความรุนแรง การถูกล่วงละเมิด ความสัมพันธ์ที่เป็นพิษ รวมถึงผู้ที่มีอาการ PTSD ความวิตกกังวล หรือความเชื่อเชิงลบเกี่ยวกับตนเอง
3. EMDR แตกต่างจากการให้คำปรึกษาทั่วไปอย่างไร?
การให้คำปรึกษาทั่วไปมักเน้นการพูดคุยและทำความเข้าใจปัญหา ในขณะที่ EMDR มุ่งช่วยให้สมองประมวลผลความทรงจำที่ยังส่งผลต่ออารมณ์และพฤติกรรม ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในระดับลึกมากขึ้น
4. Positive Psychology คืออะไร?
Positive Psychology หรือจิตวิทยาเชิงบวก เป็นศาสตร์ที่ศึกษาปัจจัยที่ช่วยให้มนุษย์มีความสุข มีความหมายในชีวิต มีความยืดหยุ่นทางจิตใจ และสามารถเติบโตได้อย่างเต็มศักยภาพ
5. Positive Psychology ต่างจาก EMDR อย่างไร?
EMDR มุ่งเน้นการเยียวยาบาดแผลทางใจจากอดีต ส่วน Positive Psychology มุ่งเน้นการสร้างจุดแข็ง ความหมาย และคุณภาพชีวิตในปัจจุบันและอนาคต ทั้งสองแนวทางสามารถทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ
6. Trauma หรือบาดแผลทางใจคืออะไร?
Trauma คือประสบการณ์ที่ส่งผลกระทบต่อระบบประสาทและอารมณ์อย่างรุนแรง จนทำให้บุคคลรู้สึกไม่ปลอดภัย สูญเสียการควบคุม หรือมีผลกระทบต่อชีวิตแม้เหตุการณ์นั้นจะผ่านไปแล้ว
7. ต้องเป็น PTSD เท่านั้นหรือไม่จึงจะใช้ EMDR ได้?
ไม่จำเป็น EMDR สามารถใช้กับผู้ที่มีความเครียดเรื้อรัง ความวิตกกังวล ความเศร้าโศกจากการสูญเสีย ความเชื่อเชิงลบต่อตนเอง หรือผลกระทบจากประสบการณ์ในวัยเด็กได้เช่นกัน
8. EMDR ต้องใช้กี่ครั้งจึงเห็นผล?
จำนวนครั้งขึ้นอยู่กับความซับซ้อนของปัญหา ประวัติชีวิต และเป้าหมายของแต่ละบุคคล บางคนเริ่มเห็นการเปลี่ยนแปลงภายในไม่กี่ครั้ง ขณะที่บางกรณีอาจต้องใช้เวลานานกว่า
9. การเยียวยาบาดแผลทางใจช่วยเรื่องความสัมพันธ์ได้หรือไม่?
ได้ เพราะบาดแผลทางใจจำนวนมากส่งผลต่อการไว้วางใจ การสื่อสาร การควบคุมอารมณ์ และความสัมพันธ์ การทำงานกับ Trauma อย่างเหมาะสมสามารถช่วยพัฒนาคุณภาพความสัมพันธ์ได้
10. เมื่อไรควรปรึกษานักจิตวิทยา?
หากคุณมีความเครียด วิตกกังวล นอนไม่หลับ คิดถึงเหตุการณ์ในอดีตซ้ำ ๆ มีปัญหาความสัมพันธ์ หรือรู้สึกว่าปัญหาส่งผลต่อชีวิตประจำวัน การปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตอาจเป็นก้าวสำคัญในการฟื้นฟูคุณภาพชีวิต