25926 Views |

ดร.มฤษฎ์ แก้วจินดา (Ph.D)
Dr. Marid Kaewchinda
นักจิตวิทยาการปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ
นักจิตบำบัด EMDR Psychotherapy / Brainspotting Psychotherapy Practitioner
สารบัญเนื้อหา (Table of Contents)
การใช้ชีวิตคู่ไม่ใช่เรื่องง่ายและมักมีความซับซ้อน ทว่าเมื่อความสัมพันธ์ดำเนินมาถึงจุดที่ต่ำสุดหรือเกิดภาวะทางตัน หลายคู่มักสูญเสียพลังงานในการดำเนินชีวิต เกิดทัศนคติเชิงลบสะสม และเผชิญความเครียดเรื้อรังจนนำไปสู่การทะเลาะที่หาทางออกไม่ได้ อย่างไรก็ตาม ตราบใดที่ยังคงมีความรัก ความผูกพัน และเยื่อใยต่อกัน การซ่อมแซมระบบความสัมพันธ์ (Relationship Repair) และการสร้างสัมพันธภาพใหม่ที่มั่นคงย่อมเกิดขึ้นได้เสมอ
ในทางจิตวิทยา ภาวะความสัมพันธ์มาถึงทางตันมักไม่ใช่เรื่องของนิสัยที่ไม่ตรงกันเพียงอย่างเดียว แต่มักเกิดจากวงจรพฤติกรรมเชิงลบที่ต่างฝ่ายต่างกระตุ้นระบบประสาทของกันและกันจนล้า เมื่อเกิดความขัดแย้งสะสมโดยไม่ได้รับการเยียวยา สมองส่วนอารมณ์ (Amygdala) จะตีความคนรักเป็นภัยคุกคาม ส่งผลให้คู่รักเข้าสู่โหมดสู้หรือหนี (Fight-or-Flight Response) นำไปสู่การปะทะด้วยอารมณ์ หรือการเงียบประชดประชันประตูปิดกั้นทางอารมณ์ (Stonewalling)
หากปล่อยให้ภาวะนี้ดำเนินต่อไป ความผูกพันจะค่อย ๆ จืดจางลงและแปรเปลี่ยนเป็นความจืดชืดชาหนึบ ซึ่งเชื่อมโยงโดยตรงกับสัญญาณเตือนที่พบได้บ่อยในคู่รักที่เริ่มหมดไฟ ดังรายละเอียดที่มีการวิเคราะห์ไว้ในบทความ 12 สัญญาณชีวิตคู่น่าเบื่อ ควรไปต่อหรือพอแค่นี้? ดังนั้น การตระหนักรู้และนำเทคนิควิธีสากลมาใช้ซ่อมแซมความสัมพันธ์จึงเป็นสิ่งจำเป็นที่มองข้ามไม่ได้
ผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยาความสัมพันธ์แนะนำแนวทางปฏิบัติสำคัญ 8 ประการ เพื่อก้าวข้ามผ่านวิกฤตชีวิตคู่และฟื้นฟูความปลอดภัยทางอารมณ์ ดังนี้ครับ:
หลายคู่สามารถผ่านพ้นวิกฤตที่มาถึงทางตันได้ด้วยการตั้งใจ ทุ่มเท และลองปรับตัวแก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุก่อน เช่น ปัญหาพฤติกรรมการดื่มสุรา ปัญหาเรื่องเพศสัมพันธ์ การยุติความรุนแรงทั้งทางกายและวาจา การให้โอกาสกันและกันเพื่อร่วมกันแก้ไขปัญหาก่อนที่จะทำการตัดสินใจขั้นเด็ดขาดในระยะยาว
ความสัมพันธ์ที่มีการปกปิดหรือความไม่โปร่งใส มักจะนำไปสู่ความหวาดระแวงและทำลายความไว้เนื้อเชื่อใจในระยะยาว ปัญหานี้ไม่สามารถปล่อยทิ้งไว้แล้วหวังให้ดีขึ้นเองได้ คู่รักจำเป็นต้องเปิดใจพูดคุยความจริง ความกังวล และความต้องการลึก ๆ โดยสื่อสารในรูปแบบที่ไม่ทำให้อีกฝ่ายรู้สึกถูกคุกคามหรือถูกตราหน้า
เมื่อความสัมพันธ์มาถึงทางตัน มุมมองจากคนในมักจะเต็มไปด้วยอารมณ์และอคติ การได้รับความช่วยเหลือจากนักจิตวิทยาผู้เชี่ยวชาญที่มีทักษะด้าน จิตบำบัดคู่รัก (Couple Therapy) จะช่วยให้ทั้งคู่เห็นภาพรวมของปัญหาอย่างเป็นกลาง ยิ่งไปกว่านั้น แม้ในระยะแรกอีกฝ่ายอาจยังไม่พร้อมให้ความร่วมมือ แต่การที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเข้ารับคำปรึกษาเพื่อปรับเปลี่ยนมุมมองและทักษะเพียงคนเดียว ก็สามารถช่วยประคองและฟื้นฟูชีวิตคู่ได้ในระดับหนึ่งเช่นกัน
กลไกการปกป้องตนเอง (Defense Mechanism) มักทำให้เราโทษอีกฝ่ายอยู่ตลอดเวลาเมื่อเกิดความไม่พึงพอใจ หากเรามองอย่างเป็นกลางและเท่าทันอารมณ์ จะพบว่าตัวเราเองก็อาจมีส่วนร่วมในการผลักดันหรือสร้างพฤติกรรมที่ทำให้เกิดปัญหาวนเวียนไม่จบสิ้นนี้ขึ้นมาเช่นกัน การยอมรับส่วนเสียของตนเองจะช่วยลดกำแพงของอีกฝ่ายลงได้
บ่อยครั้งที่เราคาดหวังให้คู่ชีวิตเป็นผู้รับผิดชอบและมอบความสุขให้เราทั้งหมด แต่ในความเป็นจริง ความสุขใจเป็นหน้าที่ของตัวเราเอง หากเราพบว่าตัวเองมีอารมณ์หงุดหงิดง่าย ทนไม่ได้กับสิ่งเล็ก ๆ น้อย ๆ ตลอดเวลา นั่นอาจเป็นสัญญาณเตือนว่าเรามี "ปมค้างใจ" หรือบาดแผลทางใจในอดีต (Trauma) สะสมอยู่โดยไม่รู้ตัว ปมเหล่านี้มักทำหน้าที่เป็นตัวจุดชนวนอารมณ์ลบ (Trigger) ต่อคนรัก การเยียวยารักษาบาดแผลของตนเองให้กลับสู่ภาวะสมดุลก่อน จึงเป็นก้าวสำคัญที่จะทำให้การดำเนินชีวิตคู่ราบรื่นขึ้นอย่างก้าวกระโดด
การใช้ชีวิตคู่ไม่ใช่สนามรบที่ต้องมีผู้แพ้และผู้ชนะ เพราะการเอาชนะด้วยอารมณ์หรือคำพูดที่รุนแรงจะสร้างรอยร้าวลึก และผู้พ่ายแพ้ย่อมต้องเผชิญกับความเจ็บปวดอันโดดเดี่ยว คู่รักควรเปลี่ยนสถานะจากการเป็นปฏิปักษ์มาเป็น "ทีมเดียวกัน" ร่วมกันเผชิญหน้ากับปัญหา และแสดงออกถึงความเห็นอกเห็นใจ (Empathy) ต่อความทุกข์ของอีกฝ่ายอย่างจริงใจ
ในวิกฤตย่อมมีโอกาสเสมอ วิกฤตชีวิตคู่เป็นจังหวะเวลาสำคัญที่จะได้ร่วมกันสร้างสัมพันธภาพให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น ควรมีช่วงเวลาพูดคุยปรึกษาเพื่อสะท้อนมุมมองเชิงบวก เรียนรู้ข้อผิดพลาด และหมั่นย้อนนึกถึงช่วงเวลาที่มีความสุขร่วมกันในอดีต เพื่อกระตุ้นสารเคมีแห่งความผูกพันในสมองให้กลับมาทำงานอีกครั้ง
อย่ามองข้ามความดีงามเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่อีกฝ่ายทำให้ เช่น การชงกาแฟให้ตอนเช้า หรือการช่วยไปรับส่งลูก การแสดงความชื่นชมและซาบซึ้งใจผ่านคำขอบคุณอย่างสม่ำเสมอ จะช่วยสร้างบรรยากาศที่อบอุ่น มอบกำลังใจ และปรับทัศนคติเชิงบวกระหว่างกันได้อย่างน่าอัศจรรย์

เมื่อความสัมพันธ์มาถึงทางตัน การพยายามใช้หลักเหตุผลพูดคุยเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ เนื่องจากระบบประสาทของทั้งคู่ได้รับความบอบช้ำสะสม
| วงจรปัญหาชีวิตคู่แบบติดลูป (The Infinite Loop) | การปลดล็อกด้วยจิตบำบัดลึก (Advanced Psychotherapy) |
|---|---|
|
|
ทำไมบางคู่ถึงวนเวียนอยู่กับปัญหาเดิม ๆ แม้จะพยายามทำตามคำแนะนำทั้ง 8 ข้อแล้ว? ในมุมมองของประสาทวิทยาศาสตร์ (Neuroscience) นั่นเป็นเพราะสมองส่วนลึกยังคงบันทึก "ความรู้สึกไม่ปลอดภัย" เอาไว้
ที่ Better Mind Thailand นักจิตวิทยาผู้เชี่ยวชาญจึงเลือกใช้เทคนิคจิตบำบัดขั้นสูงเพื่อควบคู่ไปกับการให้คำปรึกษาชีวิตคู่:
ไม่เสมอไปครับ ทางตันมักเกิดจากวงจรการสื่อสารที่ติดลูปและระบบประสาทที่เหนื่อยล้า หากทั้งคู่ยังคงมีเยื่อใยและพร้อมเปิดใจเข้ารับกระบวนการบำบัดอย่างถูกวิธี วิกฤตนี้จะกลายเป็นโอกาสในการสร้างความสัมพันธ์ที่แข็งแกร่งกว่าเดิม
ช่วยได้จริงและเห็นผลชัดเจนครับ เพราะเมื่อฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้รับการเยียวยาปมในใจ (Self-Healing) มีความมั่นคงทางอารมณ์ และเปลี่ยนรูปแบบการปฏิสัมพันธ์ ปฏิกิริยาตอบกลับของอีกฝ่ายในระบบความสัมพันธ์ก็จะค่อย ๆ เปลี่ยนแปลงตามไปด้วยเช่นกัน
การนอกใจหรือการโกหกมักสร้าง Relationship Trauma (แผลใจรุนแรงจากความสัมพันธ์) ให้กับฝ่ายที่ถูกกระทำ ทำให้เกิดอาการคล้าย PTSD เช่น ภาพหลอน แวบคิด ระแวงตลอดเวลา การทำ EMDR จะช่วยลดความรุนแรงของบาดแผลนี้ เพื่อให้สมองกลับมาสงบและเริ่มต้นกระบวนการสร้างความไว้วางใจขึ้นใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
เทคนิคการซ่อมแซมชีวิตคู่จะช่วยให้ความสัมพันธ์ก้าวไปข้างหน้าได้สำเร็จ ก็ต่อเมื่อทั้งสองฝ่ายยอมเปิดใจ อุทิศทุ่มเทเวลา ปรับความเข้าใจ มีความห่วงใย เมตตา และใจกว้างต่อกัน การผสมผสานความพยายามร่วมกันเข้ากับการทำจิตบำบัดขั้นลึกอย่าง EMDR หรือ Brainspotting จะช่วยทลายทางตัน เปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางอารมณ์ และทำให้ความสัมพันธ์ในชีวิตคู่แน่นแฟ้น แข็งแกร่ง และยั่งยืนยิ่งกว่าเดิมครับ
หากคุณกำลังเผชิญกับภาวะความสัมพันธ์มาถึงทางตัน อึดอัดใจ หรือต้องการเยียวยาปมตกค้างเพื่อฟื้นฟูชีวิตคู่ สามารถติดต่อเพื่อนัดหมายรับคำปรึกษาและทำจิตบำบัดระดับลึกกับ ดร.มฤษฎ์ แก้วจินดา และทีมสถาบันนักจิตวิทยาผู้เชี่ยวชาญได้ที่: