Trauma คืออะไร? เข้าใจบาดแผลทางใจ อาการ สาเหตุ และวิธีรักษา

144957 Views  | 

Trauma คืออะไร? เข้าใจบาดแผลทางใจ อาการ สาเหตุ และวิธีรักษา

Trauma คืออะไร?

เข้าใจบาดแผลทางใจ อาการ สาเหตุ และแนวทางการรักษา

 

ดร.มฤษฎ์ แก้วจินดา นักจิตวิทยาการปรึกษา Better Mind

ดร.มฤษฎ์ แก้วจินดา (Ph.D)
Dr. Marid Kaewchinda 
นักจิตวิทยาการปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ
นักจิตบำบัด EMDR Psychotherapy / Brainspotting Psychotherapy Practitioner

 

สิ่งสำคัญที่ควรรู้เกี่ยวกับ Trauma (Key Takeaways)

  • Trauma หรือบาดแผลทางใจ ไม่ใช่ความอ่อนแอ แต่เป็นการตอบสนองของสมองและระบบประสาทต่อเหตุการณ์ที่กระทบกระเทือนจิตใจอย่างรุนแรง
  • ส่งผลกระทบต่อเนื่องยาวนาน ทั้งต่ออารมณ์ ความคิด ร่างกาย ความสัมพันธ์ และการใช้ชีวิต แม้เหตุการณ์นั้นจะผ่านพ้นไปเป็นเวลาหลายปีแล้วก็ตาม
  • กลไกการทำงานของสมองเปลี่ยนไป สมองส่วน Amygdala, Hippocampus และ Prefrontal Cortex รวมถึงระบบประสาทอัตโนมัติ มีบทบาทหลักในการกักเก็บและแสดงออกของอาการ Trauma
  • เสี่ยงต่อปัญหาสุขภาพจิตเรื้อรัง หากบาดแผลไม่ได้รับการประมวลผล (Unprocessed) อาจพัฒนาเป็นภาวะ PTSD, โรคซึมเศร้า หรือความวิตกกังวลเรื้อรัง
  • รักษาและเยียวยาได้ การบำบัดเฉพาะทางทางจิตวิทยา เช่น EMDR Therapy สามารถช่วยให้สมองประมวลผลความทรงจำที่ตกค้างและลดความทุกข์ทรมานทางอารมณ์ได้อย่างตรงจุด

Trauma (ทรอม่า) คือ บาดแผลทางใจที่เกิดจากเหตุการณ์หรือประสบการณ์ที่กระทบกระเทือนจิตใจ จนส่งผลต่อความคิด อารมณ์ พฤติกรรม และการใช้ชีวิต แม้เหตุการณ์นั้นจะผ่านไปนานแล้ว Trauma อาจเกิดจากอุบัติเหตุ การสูญเสีย การถูกทำร้าย ความรุนแรงในครอบครัว การถูกละเลยในวัยเด็ก หรือเหตุการณ์ที่ทำให้รู้สึกหวาดกลัวอย่างรุนแรง แม้หลายคนจะฟื้นตัวได้เอง แต่บางคนอาจเกิด PTSD ความวิตกกังวล ซึมเศร้า หรือมีปัญหาความสัมพันธ์ หากไม่ได้รับการเยียวยา

ความเข้าใจเรื่อง Trauma บาดแผลทางใจ


Trauma คืออะไร? บาดแผลทางจิตใจที่มองไม่เห็น

หลายคนอาจคุ้นเคยกับคำว่า Trauma (ทรอม่า) ซึ่งหมายถึง บาดแผลทางใจ หรือ ประสบการณ์บาดแผล ที่ส่งผลกระทบยาวนานต่ออารมณ์และพฤติกรรมของเรา Trauma ไม่ใช่แค่เหตุการณ์เลวร้ายที่เกิดขึ้น แต่รวมถึง ผลสะท้อนในจิตใจ ที่คงอยู่แม้เวลาผ่านไป

  • Trauma หมายถึง บาดแผลทางใจ ที่เกิดขึ้นหลังจากประสบเหตุการณ์รุนแรงหรือกระทบกระเทือน เช่น อุบัติเหตุ การถูกทำร้าย การสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รัก หรือเหตุการณ์ที่สร้างความกลัวและความเจ็บปวดอย่างมาก
  • Trauma ไม่ได้หมายถึงเหตุการณ์เพียงอย่างเดียว But คือ ผลกระทบทางจิตใจที่ยังคงอยู่ เช่น ความกลัว ความวิตกกังวล และความรู้สึกไม่ปลอดภัย
  • Trauma เป็นการตอบสนองทางด้านอารมณ์ที่เป็นผลกระทบมาจากประสบการณ์ด้านลบ ประสบการณ์ที่ไม่พึงประสงค์ โดยอาจเกิดขึ้นกับตนเองโดยตรงหรือเป็นผู้พบเห็นผู้อื่นถูกกระทำ เราเรียกเหตุการณ์ที่ไม่พึงประสงค์เหล่านั้นว่า Traumatic Event

สาเหตุของ Trauma และเหตุการณ์กระทบกระเทือนใจ (Traumatic Event)

Trauma สามารถเกิดขึ้นได้จากเหตุการณ์เพียงครั้งเดียว หรือเกิดจากประสบการณ์ซ้ำ ๆ เป็นเวลานาน โดยสิ่งสำคัญไม่ใช่เพียง "เหตุการณ์" แต่คือวิธีที่สมองและระบบประสาทของแต่ละคนตอบสนองต่อเหตุการณ์นั้น มักส่งผลต่อการเกิดปมบาดแผลทางใจต่าง ๆ เช่น:

เหตุการณ์เฉียบพลัน (Acute Trauma)

  • การประสบอุบัติเหตุร้ายแรง
  • การสูญเสียบุคคลสำคัญกระทันหัน
  • ถูกข่มขืน หรือถูกทำร้ายร่างกาย
  • ประสบภัยธรรมชาติร้ายแรง

เหตุการณ์เรื้อรังสะสม (Chronic / Complex Trauma)

  • การถูกละเลยหรือล่วงละเมิดในวัยเด็ก
  • ความรุนแรงในครอบครัวเป็นเวลานาน
  • ปัญหาชีวิตคู่และการถูกนอกใจสะสม
  • การถูกล้อเลียน หรือถูกกลั่นแกล้ง (Bullying)

เหตุการณ์ Traumatic Event มักสร้างให้เกิด Trauma หรือปมบาดแผลทางใจ โดยแต่ละคนจะมีการตอบสนองและการจัดการกับสภาวะทางอารมณ์เมื่อมี Trauma เกิดขึ้นจากเหตุการณ์หรือประสบการณ์อันเลวร้ายได้แตกต่างกัน และไม่เหมือนกันเลยในแต่ละคนครับ

สาเหตุของปมบาดแผลทางใจ


ประเภทของ Trauma และอาการที่แสดงออก

Trauma ไม่ได้ส่งผลเฉพาะด้านอารมณ์ แต่ยังส่งผลต่อการทำงาน การเรียน ความสัมพันธ์ การเลี้ยงลูก การนอนหลับ ความมั่นใจในตนเอง และการตัดสินใจ หลายคนจึงรู้สึกว่าชีวิตติดอยู่กับรูปแบบพฤติกรรมเดิม ๆ (Patterns) แม้เหตุการณ์จะผ่านมาหลายปีแล้ว โดยทั่วไปอาการแสดงออกแบ่งเป็น 3 ด้านหลัก:

  • อาการทางอารมณ์: มีความเครียด วิตกกังวล ซึมเศร้า อารมณ์แปรปรวนง่าย หรือรู้สึกชาชิน ไร้ความรู้สึก (Emotional Numbness)
  • อาการทางความคิด: มีภาพจำย้อนกลับมา (Flashbacks) ฝันร้ายถึงเหตุการณ์นั้นซ้ำ ๆ สมาธิสั้นลง หรือหวาดระแวงตลอดเวลา
  • อาการทางร่างกาย: นอนไม่หลับ ตกใจง่าย หัวใจเต้นเร็ว หรือมีอาการปวดตืนกล้ามเนื้อโดยไม่มีสาเหตุทางกายที่ชัดเจน

Trauma ส่งผลต่อสมองและระบบประสาทอย่างไร?

เมื่อเผชิญกับเหตุการณ์ที่กระทบกระเทือนจิตใจ ร่างกายและสมองจะพยายามปกป้องเราโดยอัตโนมัติผ่านกลไกการเอาชีวิตรอด (Survival Response) สำหรับคนส่วนใหญ่ ความรู้สึกกลัวจะค่อย ๆ ลดลง แต่หากเหตุการณ์นั้นรุนแรงเกินกว่าที่สมองจะประมวลผลได้ ความทรงจำ อารมณ์ และความรู้สึกทางร่างกายอาจยังคง "ติดค้าง" อยู่ ทำให้โครงสร้างสมองทำงานเปลี่ยนไปดังนี้:

  1. Amygdala (สมองส่วนควบคุมความกลัว): ทำงานมากเกินไป (Hyperactive) เปรียบเสมือนสัญญาณเตือนภัยที่ดังตลอดเวลา ทำให้รู้สึกไม่ปลอดภัยและระแวดระวังภัยอยู่เสมอ
  2. Hippocampus (สมองส่วนความจำ): ทำงานลดลง ทำให้ไม่สามารถระบุได้ว่าเหตุการณ์เลวร้ายนั้นจบลงไปแล้ว สมองจึงรู้สึกเหมือนกำลังเผชิญภัยอันตรายนั้นอยู่ ณ ปัจจุบัน
  3. Prefrontal Cortex (สมองส่วนหน้าเชิงเหตุผล): ถูกลดประสิทธิภาพการทำงานลง ทำให้ยากต่อการควบคุมอารมณ์และการคิดวิเคราะห์ด้วยเหตุผลในสถานการณ์ที่กระตุ้นเร้า (Trigger)

ผลกระทบของ Trauma ต่อสมองและการใช้ชีวิต


ตารางเปรียบเทียบการตอบสนอง: Fight, Flight, Freeze และ Fawn

เมื่อระบบประสาทอัตโนมัติเผชิญกับ Trauma ปฏิกิริยาการเอาชีวิตรอดจะถูกเปิดใช้งาน ซึ่งในทางจิตวิทยาสรุปกลไกออกมาเป็น 4Fs Responses ดังต่อไปนี้:

รูปแบบปฏิกิริยาพฤติกรรมและการแสดงออกผลกระทบเมื่อติดค้างเรื้อรัง
Fight (สู้)พยายามควบคุมสถานการณ์ ตอบโต้ เกรี้ยวกราด แสดงอำนาจเพื่อปกป้องตัวเองกลายเป็นคนโกรธง่าย หงุดหงิด ขี้โมโห มีปัญหาความขัดแย้งในความสัมพันธ์
Flight (หนี)เดินหนีจากปัญหา บ้างาน วิ่งวุ่นทำสิ่งต่าง ๆ ตลอดเวลาเพื่อหลีกเลี่ยงความรู้สึกภายในเกิดภาวะวิตกกังวลเรื้อรัง (Anxiety) ย้ำคิดย้ำทำ หรือเสพติดความสมบูรณ์แบบ
Freeze (นิ่งแข็ง)แยกตัวออกจากสังคม ร่างกายรู้สึกไร้เรี่ยวแรง ชาหนึบ ไม่รับรู้ ไม่สู้และไม่หนีเสี่ยงต่อภาวะซึมเศร้า (Depression) รู้สึกไร้ค่า สมองตื้อ และขาดแรงจูงใจในการใช้ชีวิต
Fawn (ยอมตาม)พยายามทำให้คนอื่นพอใจ (People-pleasing) ปฏิเสธคนไม่เป็น ยอมสละความต้องการของตนเองเพื่อให้ปลอดภัยสูญเสียความเป็นตัวตน ขาดความมั่นใจ ถูกเอาเปรียบได้ง่ายในความสัมพันธ์

หากปฏิกิริยาเหล่านี้ติดค้างเป็นเวลานานโดยไม่ได้รับการบำบัดที่ถูกต้อง บาดแผลใจอาจจะพัฒนากลายเป็นภาวะโรคเครียดหลังผ่านเหตุการณ์สะเทือนใจ หรือ PTSD (Post-Traumatic Stress Disorder) ได้ครับ


แนวทางการรักษาและการบำบัดด้วย EMDR Therapy

ข่าวดีก็คือ Trauma หรือบาดแผลทางใจนั้น สามารถรักษาและเยียวยาให้ดีขึ้นได้ ปัจจุบันในทางจิตวิทยามีแนวทางการบำบัดรักษาที่ได้รับการยอมรับในระดับสากลว่ามีประสิทธิภาพสูง ได้แก่:

  • EMDR Therapy (Eye Movement Desensitization and Reprocessing): การบำบัดด้วยการเคลื่อนไหวดวงตาหรือการกระตุ้นประสาทสัมผัสทั้งสองข้าง เป็นเทคนิคที่ช่วยให้สมองส่วน Amygdala และ Hippocampus สามารถประมวลผล (Process) ความทรงจำที่ติดค้างอยู่ให้กลายเป็นอดีตอย่างสมบูรณ์ ช่วยลดความรุนแรงของอารมณ์ลบได้อย่างรวดเร็วและตรงจุด
  • Brainspotting Psychotherapy: การใช้ตำแหน่งสายตาในการเข้าถึงและปลดล็อกความเครียด ความเจ็บปวด หรือปมบาดแผลทางใจที่กักเก็บไว้ในระดับสมองส่วนลึก (Subcortical Brain) ซึ่งการพูดคุยทั่วไปอาจเข้าไม่ถึง
  • Couple Counseling (การปรึกษาชีวิตคู่): ในกรณีที่ Trauma จากอดีตเริ่มส่งผลกระทบต่อรูปแบบความสัมพันธ์ในปัจจุบัน การทำจิตบำบัดคู่รักจะช่วยสร้างพื้นที่ปลอดภัยและฟื้นฟู Emotional Safety ระหว่างกันได้ดีขึ้น

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Trauma (FAQ)

Trauma สามารถหายไปเองตามธรรมชาติได้ไหม?

บาดแผลทางใจบางระดับสามารถบรรเทาลงได้เองตามกาลเวลาหากได้รับแรงสนับสนุนทางอารมณ์ที่ดี แต่สำหรับปมที่รุนแรงหรือฝังลึก (Complex Trauma) ความทรงจำมักติดค้างและส่งผลกระทบเรื้อรัง จำเป็นต้องได้รับการเยียวยาโดยนักจิตวิทยาผู้เชี่ยวชาญครับ

การบำบัดด้วย EMDR Therapy ต้องทำกี่ครั้งถึงจะเห็นผล?

จำนวนครั้งขึ้นอยู่กับความซับซ้อนและประเภทของบาดแผลใจ สำหรับ Trauma จากเหตุการณ์เดี่ยว (Single Trauma) อาจใช้เวลาเพียงไม่กี่เซสชัน แต่หากเป็นปมบาดแผลเรื้อรังตั้งแต่ช่วงวัยเด็ก นักจิตวิทยาจะทำการประเมินและวางแผนการรักษาต่อเนื่องเป็นรายบุคคลครับ

หากไม่แน่ใจว่าตนเองมี Trauma หรือไม่ ควรทำอย่างไร?

หากคุณรู้สึกว่าชีวิตติดขัด มีปฏิกิริยาทางอารมณ์ที่รุนแรงเกินปกติเมื่อเจอสิ่งกระตุ้น หรือมีพฤติกรรมบางอย่างที่ควบคุมไม่ได้ การเข้าพบนักจิตวิทยาเพื่อทำด่านประเมินและรับการปรึกษาเบื้องต้นเป็นก้าวแรกที่ดีที่สุดในการดูแลตัวเองครับ


บทสรุป

Trauma หรือบาดแผลทางใจ ไม่ใช่ตราบาปหรือความล้มเหลวของการใช้ชีวิต แต่มันคือร่องรอยของประสบการณ์อันเจ็บปวดที่สมองของคุณยังประมวลผลไม่เสร็จสิ้น การเปิดใจยอมรับและก้าวเข้ารับการบำบัดทางจิตวิทยาอย่างถูกวิธี จะช่วยปลดล็อกความทุกข์ทรมาน คืนความสมดุลให้ระบบประสาท และช่วยให้คุณกลับมาเป็นเจ้าของชีวิตที่มีความสุขและมั่นคงปลอดภัยได้อย่างแท้จริงครับ


ติดต่อขอรับคำปรึกษา Better Mind Thailand

หากคุณกำลังเผชิญกับภาวะเครียด บาดแผลทางใจ หรือต้องการรับการบำบัดด้วยเทคนิคเฉพาะทาง เช่น EMDR และ Brainspotting สามารถติดต่อเพื่อนัดหมายรับคำปรึกษากับ ดร.มฤษฎ์ แก้วจินดา และทีมสถาบันนักจิตวิทยาผู้เชี่ยวชาญได้ที่:

Powered by MakeWebEasy.com
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว  and  นโยบายคุกกี้