Trauma คืออะไร? เข้าใจบาดแผลทางใจ อาการ สาเหตุ และวิธีรักษา

143626 Views  | 

Trauma คืออะไร? เข้าใจบาดแผลทางใจ อาการ สาเหตุ และวิธีรักษา

 

Trauma คืออะไร? เข้าใจบาดแผลทางใจ อาการ สาเหตุ และแนวทางการรักษา





 

 

ดร.มฤษฎ์ แก้วจินดา 

Marid Kaewchinda (Ph.D)
นักจิตวิทยาการปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ
นักจิตบำบัด EMDR Psychotherapy/ Brainspotting Psychotherapy Practitioner
 
คุณเคยรู้สึกไหมว่า เหตุการณ์ในอดีตผ่านไปนานแล้ว แต่ยังคงส่งผลต่อความคิด ความสัมพันธ์ หรือการใช้ชีวิตในปัจจุบัน? หากคุณยังฝันร้าย วิตกกังวล หลีกเลี่ยงบางสถานการณ์ หรือรู้สึกไม่ปลอดภัยโดยไม่ทราบสาเหตุ สิ่งเหล่านี้อาจเกี่ยวข้องกับ "Trauma" หรือบาดแผลทางใจ บทความนี้จะอธิบายว่า Trauma คืออะไร อาการ สาเหตุ ผลกระทบ และแนวทางการรักษาที่ได้รับการยอมรับ เช่น EMDR Therapy

สิ่งสำคัญที่ควรรู้เกี่ยวกับ Trauma (Key Takeaways)

  • Trauma หรือบาดแผลทางใจ ไม่ใช่ความอ่อนแอ แต่เป็นการตอบสนองของสมองและระบบประสาทต่อเหตุการณ์ที่กระทบกระเทือนจิตใจ
  • Trauma อาจส่งผลต่ออารมณ์ ความคิด ร่างกาย ความสัมพันธ์ และการใช้ชีวิต แม้เหตุการณ์นั้นจะผ่านไปนานแล้ว
  • สมองส่วน Amygdala, Hippocampus และ Prefrontal Cortex รวมถึงระบบประสาทอัตโนมัติ มีบทบาทสำคัญต่อการเกิดอาการของ Trauma
  • หากไม่ได้รับการประมวลผล Trauma อาจพัฒนาเป็นปัญหาทางสุขภาพจิต เช่น PTSD หรือความวิตกกังวลเรื้อรัง
  • การบำบัดที่เหมาะสม เช่น EMDR Therapy สามารถช่วยให้สมองประมวลผลความทรงจำที่ติดค้างและลดความทุกข์ทางอารมณ์ได้
สารบัญ
  • Trauma คืออะไร?
  • สาเหตุของ Trauma
  • Trauma ส่งผลต่อสมองอย่างไร?
  • Trauma ส่งผลต่อระบบประสาท (Nervous System) อย่างไร?
  • Fight, Flight, Freeze และ Fawn คืออะไร?
  • Trauma พัฒนาเป็นปัญหาเรื้อรังหรือ PTSD ได้อย่างไร?
  • ประเภทของ Trauma
  • อาการของ Trauma
  • จะเกิดอะไรขึ้นหากปล่อย Trauma (บาดแผลทางใจ) ทิ้งไว้โดยไม่ได้รับการเยียวยา?
  • Trauma รักษาได้หรือไม่?
  • EMDR Therapy ช่วยรักษา Trauma ได้อย่างไร?
  • คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

Trauma คืออะไร? เข้าใจบาดแผลทางใจ สาเหตุ และแนวทางการรักษา

หลายคนอาจคุ้นเคยกับคำว่า Trauma (ทรอม่า) ซึ่งหมายถึง “บาดแผลทางใจ” หรือ “ประสบการณ์บาดแผล” ที่ส่งผลกระทบยาวนานต่ออารมณ์และพฤติกรรมของเรา Trauma ไม่ใช่แค่เหตุการณ์เลวร้ายที่เกิดขึ้น แต่รวมถึง “ผลสะท้อนในจิตใจ” ที่คงอยู่แม้เวลาผ่านไป

ในบทความนี้ เราจะพาไปทำความเข้าใจว่า Trauma คืออะไร อาการของผู้ที่เผชิญ Trauma มีอะไรบ้าง สาเหตุหลัก ๆ มาจากไหน และการรักษาที่ได้ผลคืออะไร

 

  

  • Trauma หมายถึง “บาดแผลทางใจ” ที่เกิดขึ้นหลังจากประสบเหตุการณ์รุนแรงหรือกระทบกระเทือน เช่น อุบัติเหตุ การถูกทำร้าย การสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รัก หรือเหตุการณ์ที่สร้างความกลัวและความเจ็บปวดอย่างมาก

  • Trauma ไม่ได้หมายถึงเหตุการณ์เพียงอย่างเดียว แต่คือ ผลกระทบทางจิตใจที่ยังคงอยู่ เช่น ความกลัว ความวิตกกังวล และความรู้สึกไม่ปลอดภัย
  • Traumaเป็นการตอบสนองทางด้านอารมณ์ที่เป็นผลกระทบมาจากประสบการณ์ด้านลบ ประสบการณ์ที่ไม่พึงประสงค์ โดยอาจเกิดขึ้นกับตนเองโดยตรงหรือเป็นผู้พบเห็นผู้อื่นถูกกระทำ เราเรียกเหตุการณ์ที่ไม่พึงประสงค์เหล่านั้นว่า traumatic event


สาเหตุของ Trauma

Trauma สามารถเกิดขึ้นได้จากเหตุการณ์เพียงครั้งเดียว หรือเกิดจากประสบการณ์ซ้ำ ๆ เป็นเวลานาน โดยสิ่งสำคัญไม่ใช่เพียง "เหตุการณ์" แต่คือวิธีที่สมองและระบบประสาทของแต่ละคนตอบสนองต่อเหตุการณ์นั้น
Trauma มักเกิดจากเหตุการณ์ที่รุนแรงหรือทำให้รู้สึกไร้การควบคุมเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์หรือ traumatic event มักส่งผลต่อการเกิดปมบาดแผลทางใจต่างๆ   เช่น:

  • การถูกทำร้ายร่างกายหรือจิตใจ
  • การประสบอุบัติเหตุร้ายแรง
  • การสูญเสียบุคคลสำคัญ
  • ประสบภัยธรรมชาติหรือเหตุการณ์สังคมรุนแรง (เช่น สงคราม, การก่อการร้าย)
  • การถูกละเลยหรือล่วงละเมิดในวัยเด็ก
  • ถูกข่มขืน
  • ความรุนแรงในครอบครัวการ
  • การถูกทำร้ายทั้งทางกายและทางใจ
  • ปัญหาชีวิตคู่การถูกนอกใจ
  • การถูกล้อเลียน
  • ถูกกลั่นแกล้ง
  • ประสบการณ์สูญเสีย
  • เหตุการณ์สะเทือนใจ
  • เหตุการณ์ที่ทำให้หวาดกลัว
  • เด็กที่ถูกปล่อยปละละเลย ไม่ได้รับการดูแลเอาใจใส่
  • รวมไปถึงเหตุการณ์ที่ไม่พึงประสงค์อื่นที่เกิดขึ้นอย่างกระทันหันโดยไม่ทันตั้งตัว เช่นภัยพิบัติทางธรรมชาติเหล่านี้เป็นต้น
เหตุการณ์ traumatic event มักสร้างให้เกิด trauma หรือปมบาดแผลทางใจ แต่ละคนจะมีการตอบสนองและการจัดการกับสภาวะทางอารมณ์เมื่อมีTraumaเกิดขึ้นจากเหตุการณ์หรือประสบการณ์อันเลวร้ายได้แตกต่างกัน และไม่เหมือนกันเลยในแต่ละคน

 

Trauma ไม่ได้ส่งผลเฉพาะด้านอารมณ์ แต่ยังส่งผลต่อการทำงาน การเรียน ความสัมพันธ์ การเลี้ยงลูก การนอนหลับ ความมั่นใจในตนเอง และการตัดสินใจ หลายคนจึงรู้สึกว่าชีวิตติดอยู่กับรูปแบบเดิม แม้เหตุการณ์จะผ่านมาหลายปีแล้ว

Trauma ส่งผลต่อสมอง ร่างกาย และสุขภาพจิตอย่างไร?
เมื่อเผชิญกับเหตุการณ์ที่กระทบกระเทือนจิตใจ ร่างกายและสมองจะพยายามปกป้องเราโดยอัตโนมัติผ่านกลไกการเอาชีวิตรอด (Survival Response) ซึ่งเป็นการตอบสนองตามธรรมชาติของมนุษย์

สำหรับคนส่วนใหญ่ ความรู้สึกตกใจ กลัว หรือเศร้าจะค่อย ๆ ลดลงเมื่อเวลาผ่านไป และสมองสามารถประมวลผลเหตุการณ์นั้นจนกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติ

อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ทุกคนที่สามารถฟื้นตัวได้ด้วยตนเอง หากเหตุการณ์นั้นรุนแรงเกินกว่าที่สมองจะประมวลผลได้ ความทรงจำ อารมณ์ และความรู้สึกทางร่างกายอาจยังคงติดค้างอยู่ ทำให้ผู้ที่เผชิญกับ Trauma ยังคงรู้สึกหวาดกลัว วิตกกังวล หรือไม่ปลอดภัย แม้เหตุการณ์นั้นจะผ่านไปนานแล้ว

ผลกระทบของ Trauma จึงไม่ได้จำกัดอยู่เพียงด้านอารมณ์เท่านั้น แต่ยังส่งผลต่อการทำงานของสมอง ระบบประสาท ร่างกาย สุขภาพจิต ความสัมพันธ์ และคุณภาพชีวิตในระยะยาว หากไม่ได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม อาการอาจพัฒนาเป็นปัญหาทางสุขภาพจิต เช่น PTSD ความวิตกกังวลเรื้อรัง ภาวะซึมเศร้า หรือปัญหาด้านความสัมพันธ์

การเข้าใจว่าบาดแผลทางใจส่งผลต่อสมองและระบบประสาทอย่างไร จึงเป็นก้าวแรกที่สำคัญในการเลือกแนวทางการรักษาที่เหมาะสม

เมื่อสมองรับรู้ว่ากำลังเผชิญกับอันตราย ระบบประสาทอัตโนมัติ (Autonomic Nervous System) จะทำงานทันทีเพื่อช่วยให้ร่างกายเอาชีวิตรอด ระบบนี้ควบคุมการเต้นของหัวใจ การหายใจ ความดันโลหิต และการตอบสนองต่อความเครียดโดยที่เราไม่ต้องสั่งการ

ระบบประสาทอัตโนมัติประกอบด้วย 2 ส่วนสำคัญ ได้แก่

Sympathetic Nervous System (ระบบประสาทที่ทำให้ร่างกายตื่นตัว)
ระบบนี้ทำหน้าที่เตรียมร่างกายให้พร้อมรับมือกับภัยคุกคาม โดยกระตุ้นการหลั่งฮอร์โมนความเครียด เช่น Adrenaline และ Cortisol ส่งผลให้เกิดอาการ เช่น

  • หัวใจเต้นเร็ว
  • หายใจถี่
  • เหงื่อออกมาก
  • กล้ามเนื้อตึง
  • ตัวสั่น
  • รู้สึกตื่นตัวตลอดเวลา
  • นอนหลับยาก
  • ตกใจง่าย
อาการเหล่านี้เป็นกลไกตามธรรมชาติที่ช่วยให้มนุษย์เอาชีวิตรอด แต่ในผู้ที่มี Trauma ระบบนี้อาจยังคงทำงานมากกว่าปกติ แม้เหตุการณ์อันตรายจะสิ้นสุดลงแล้ว ทำให้รู้สึกเหมือนร่างกายยังอยู่ในภาวะฉุกเฉินตลอดเวลา

Parasympathetic Nervous System (ระบบประสาทที่ช่วยให้ร่างกายกลับสู่ภาวะสงบ)
หลังจากอันตรายผ่านไป ระบบนี้จะช่วยชะลออัตราการเต้นของหัวใจ ทำให้การหายใจเป็นปกติ ฟื้นฟูพลังงาน และนำร่างกายกลับเข้าสู่ภาวะสมดุล

อย่างไรก็ตาม ในผู้ที่มี Trauma เรื้อรัง ระบบนี้อาจทำงานผิดสมดุลได้เช่นกัน บางคนอาจรู้สึกอ่อนล้า หมดแรง ไม่มีพลัง รู้สึกชา ไม่รับรู้อารมณ์ หรือรู้สึกเหมือนตัดขาดจากตนเองและสิ่งรอบตัว ซึ่งเป็นการตอบสนองเพื่อปกป้องตนเองจากความทุกข์ที่รุนแรงเกินกว่าจะรับมือได้ในขณะนั้น

กล่าวอีกนัยหนึ่ง Trauma ไม่ได้ส่งผลเฉพาะต่อความคิดหรืออารมณ์เท่านั้น แต่ยังเปลี่ยนแปลงการทำงานของระบบประสาททั้งระบบ จึงอธิบายได้ว่าทำไมหลายคนจึง "รู้ว่าปลอดภัยแล้ว แต่ร่างกายยังรู้สึกเหมือนกำลังเผชิญอันตราย"

ด้วยเหตุนี้ การรักษา Trauma ในปัจจุบันจึงมุ่งช่วยให้ทั้งสมองและระบบประสาทค่อย ๆ กลับมารู้สึกปลอดภัยและทำงานอย่างสมดุลอีกครั้ง


ทำไม EMDR Therapy จึงช่วยให้สมองประมวลผล Trauma ได้?
เมื่อเกิดเหตุการณ์ที่กระทบกระเทือนจิตใจอย่างรุนแรง สมองอาจไม่สามารถประมวลผลความทรงจำ อารมณ์ ความเชื่อ และความรู้สึกทางร่างกายที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์นั้นได้อย่างสมบูรณ์ ส่งผลให้เมื่อมีสิ่งกระตุ้น ความทรงจำหรืออารมณ์เดิมอาจย้อนกลับมาได้ราวกับเหตุการณ์นั้นกำลังเกิดขึ้นอีกครั้ง

EMDR Therapy (Eye Movement Desensitization and Reprocessing) เป็นแนวทางจิตบำบัดที่ได้รับการพัฒนาขึ้นเพื่อช่วยให้สมองกลับมาประมวลผลความทรงจำที่ติดค้างเหล่านี้อย่างเป็นระบบ โดยใช้ Bilateral Stimulation เช่น การเคลื่อนไหวของดวงตา การแตะสลับซ้าย–ขวา หรือเสียงสลับสองข้าง ภายใต้การดูแลของนักบำบัดที่ผ่านการฝึกอบรม

แม้ว่ากลไกของ EMDR Therapy ยังอยู่ระหว่างการศึกษาวิจัยเพิ่มเติม แต่หลักฐานทางวิชาการในปัจจุบันสนับสนุนว่า วิธีการนี้สามารถช่วยลดความทุกข์ทางอารมณ์ที่เกี่ยวข้องกับความทรงจำจากเหตุการณ์สะเทือนใจ และช่วยให้ผู้รับการบำบัดสามารถประมวลผลประสบการณ์ในอดีตได้อย่างเหมาะสมมากขึ้น

ผู้ที่เข้ารับการบำบัดหลายคนอธิบายว่า หลังการรักษา พวกเขายังคงจำเหตุการณ์เดิมได้ แต่ความรู้สึกหวาดกลัว ความเจ็บปวด หรือการตอบสนองทางร่างกายที่เคยเกิดขึ้นเมื่อระลึกถึงเหตุการณ์นั้นลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ทำให้สามารถกลับมาใช้ชีวิตประจำวันได้ดีขึ้น

ปัจจุบัน EMDR Therapy เป็นหนึ่งในแนวทางการรักษา PTSD และ Trauma ที่ได้รับการแนะนำในแนวทางเวชปฏิบัติของหลายองค์กรด้านสุขภาพจิตทั่วโลก อย่างไรก็ตาม การเลือกวิธีการรักษาที่เหมาะสมควรอาศัยการประเมินโดยผู้เชี่ยวชาญ เพื่อให้สอดคล้องกับประวัติ ปัญหา และความต้องการของแต่ละบุคคล

 

สัญญาณเตือนว่าคุณอาจมี Trauma หรือบาดแผลทางใจ

หลังเผชิญกับเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์ มักสร้างให้เกิดปมบาดแผลทางใจหรือTrauma และอาการมักแสดงออกดังนี้เช่น วิตกกัวล ควบคุมความคิดมากในเหตุการณ์เลวร้ายนั้นไม่ได้ ซึมเศร้า แยกตัวออกห่างสังคม หวาดกลัว รู้เจ็บปวดทั้งร่างกายและจิตใจ อับอาย เสียหน้า มีพฤติกรรมการกินที่ผิดปกติ ติดสุรา อาการต่างๆเหล่านี้เป็นสัญญาณเตือนที่บอกว่าเรามีภาวะTrauma

Trauma หากปล่อยทิ้งไว้โดยไม่ได้รับการเยียวยาบำบัดด้านจิตใจอาจพัฒนาไปในทางเลวร้ายมากขึ้นทำให้สุขภาพจิตย่ำแย่และเสี่ยงต่อการเกิด post-traumatic stress disorder (PTSD) หรือ Complex PTSD ได้

สาเหตุของ complex PTSD มักเกิดจาก traumatic events เหตุการณ์ที่สร้างปมบาดแผลทางใจที่เกิดขึ้นซ้ำๆ ต่อเนื่องหลายเหตุการณ์หรือถูกกระทำเป็นเวลายาวนาน เช่น เหตุการณ์ที่ไม่พึงประสงค์เกิดในช่วงวัยเด็ก การถูกทอดทิ้งและถูกกระทำชำเรา ก็จะทำให้ปมบาดแผลทางใจมีความซับซ้อนมากยิ่งขึ้น การถูกทำร้ายทุบตี ถูกข่มขืนล่วงละเมิดหรือตกเป็นเหยื่อค้ามนุษย์เหล่านี้ล้วนสร้างให้เกิดความซับซ้อนในการเยียวยาด้านจิตใจ และเป็นการยากที่จะเยี่ยวยาและฟื้นฟูบำบัดจิตใจให้หายเป็นปกติได้ด้วยตัวเอง

 

จะเกิดอะไรขึ้นหากเราปล่อย trauma (ปมบาดแผลทางใจ) ทิ้งไว้โดยไม่ได้รับการเยียวยาให้หาย?

หากไม่ได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม Trauma อาจส่งผลต่อสุขภาพจิตและสุขภาพกายในระยะยาว โดยเพิ่มความเสี่ยงของภาวะต่าง ๆ เช่น ความวิตกกังวลเรื้อรัง ภาวะซึมเศร้า PTSD ปัญหาการนอนหลับ ความเครียดเรื้อรัง รวมถึงโรคทางกายบางชนิดที่เกี่ยวข้องกับความเครียดเป็นเวลานาน เช่น โรคหัวใจและโรคเมตาบอลิก ทั้งนี้ ความสัมพันธ์ดังกล่าวได้รับอิทธิพลจากหลายปัจจัย ไม่ได้หมายความว่าผู้ที่มี Trauma จะเกิดโรคเหล่านี้

Trauma ทำให้คนอ่อนแอ เปราะบางด้านจิตใจและสามารถพัฒนากลายเป็นปัญหาความเจ็บป่วยเรื้อรังด้านร่างกายได้ เนื่องจากความเครียด และความวิตกกังวลเป็นเวลานานนับปี หรือเป็นหลายสิบปี มักส่งผลกระทบต่อความแข็งแรงของสุขภาพกายและสุขภาพจิตใจที่ทำงานสัมพันธ์กัน


 

Traumaแบ่งออกเป็น 3 ลักษณะดังนี้

1. Acute Trauma (บาดแผลทางใจเฉียบพลัน)

เป็นเหตุการณ์ที่กระทบทางใจอย่างรุนแรง อาจเป็นเหตุการณ์ที่เป็นอันตรายต่อชีวิตความอยู่รอด เช่น ประสบอุบัติเหตุจนเกือบเสียชีวิต หรือการหนีตายจากภัยพิบัติ หรือรอดตายจากสงครามการสู้รบในสนามรบเป็นต้น

2. Chronic Trauma (บาดแผลทางใจเรื้อรัง)

เป็นการถูกกระทำ หรือโดนทำร้ายร่างกายและจิตใจอย่างต่อเนื่อง ที่พบบ่อยมักจะเป็นประสบการณ์ด้านลบในวัยเด็กที่ถูกทารุณกรรม ถูกทำร้ายร่างกาย ถูกทรมาน ถูกข่มขืน ถูกกลั่นแกล้ง ถูกล้อเลียน ถูกทอดทิ้ง เหตุการณ์เหล่านั้นมักเกิดขึ้นซ้ำๆ เป็นระยะเวลายาวนาน

3. Complex Trauma (บาดแผลทางใจซับซ้อน)

เป็นความซับซ้อนที่มีหลายเหตุปัจจัย หลายเหตุการณ์อันเลวร้ายที่เกิดขึ้นในชีวิตของคนคนนั้นและเกิดในหลายช่วงวัยทำให้ยากต่อการฟื้นคืนของสภาวะทางจิตใจได้ด้วยตัวเอง

 

Trauma ส่งผลต่อสมองอย่างไร

เมื่อเราเผชิญกับเหตุการณ์ที่กระทบกระเทือนจิตใจ ไม่ว่าจะเป็นอุบัติเหตุ การสูญเสีย การถูกทำร้าย หรือประสบการณ์ในวัยเด็กที่รุนแรง สมองจะตอบสนองเพื่อช่วยให้เรารอดพ้นจากอันตรายในขณะนั้น แต่หากเหตุการณ์นั้นรุนแรงเกินกว่าที่สมองจะประมวลผลได้ ความทรงจำและอารมณ์ที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์นั้นอาจถูกเก็บไว้ในลักษณะที่ยังไม่สมบูรณ์ ส่งผลให้ร่างกายและจิตใจยังคงตอบสนองต่อเหตุการณ์เดิม แม้เหตุการณ์จะผ่านไปนานแล้ว

งานวิจัยด้านประสาทวิทยาศาสตร์พบว่า Trauma สามารถส่งผลต่อการทำงานของสมองหลายส่วน โดยเฉพาะบริเวณที่เกี่ยวข้องกับอารมณ์ ความจำ และการตัดสินใจ ได้แก่ Amygdala, Hippocampus และ Prefrontal Cortex

Amygdala: ศูนย์เตือนภัยของสมอง
Amygdala เป็นส่วนของสมองที่ทำหน้าที่ตรวจจับอันตรายและกระตุ้นการตอบสนองเพื่อความอยู่รอด เมื่อเกิด Trauma สมองส่วนนี้อาจทำงานไวและรุนแรงกว่าปกติ ทำให้บุคคลรู้สึกหวาดระแวง ตกใจง่าย หรือวิตกกังวล แม้จะอยู่ในสถานการณ์ที่ปลอดภัยแล้วก็ตาม

หลายคนจึงมีอาการสะดุ้งง่าย รู้สึกไม่ปลอดภัย หรือเกิดความกลัวทันทีเมื่อพบสิ่งที่ทำให้นึกถึงเหตุการณ์ในอดีต

Hippocampus: ศูนย์จัดเก็บความทรงจำ
Hippocampus มีหน้าที่จัดเก็บและเรียบเรียงความทรงจำให้เป็นลำดับเวลา แต่เมื่อเกิด Trauma สมองส่วนนี้อาจทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ ทำให้ความทรงจำของเหตุการณ์เลวร้ายยังคงชัดเจน ราวกับกำลังเกิดขึ้นในปัจจุบัน

ด้วยเหตุนี้ ผู้ที่มี Trauma จึงอาจเกิดอาการ Flashbacks ฝันร้าย หรือรู้สึกเหมือนย้อนกลับไปอยู่ในเหตุการณ์เดิม แม้เหตุการณ์นั้นจะผ่านมาหลายปีแล้ว

Prefrontal Cortex: สมองส่วนเหตุผลและการควบคุมอารมณ์
Prefrontal Cortex ทำหน้าที่วิเคราะห์เหตุผล วางแผน และควบคุมอารมณ์ เมื่อเผชิญกับความเครียดรุนแรง สมองส่วนนี้อาจทำงานลดลง ทำให้ควบคุมอารมณ์ได้ยาก คิดลบง่าย ตัดสินใจลำบาก หรือรู้สึกว่าตนเองไม่มีทางออก

ในหลายกรณี ผู้ที่มี Trauma จึงรู้สึกว่าตนเอง "รู้ว่าปลอดภัย แต่ร่างกายกลับยังรู้สึกเหมือนกำลังตกอยู่ในอันตราย" ซึ่งเป็นผลจากการทำงานร่วมกันของสมองหลายส่วน ไม่ใช่เพราะเป็นคนอ่อนแอหรือขาดความเข้มแข็ง

ทำไมผู้ที่มี Trauma จึงตอบสนองด้วย Fight, Flight, Freeze หรือ Fawn?
เมื่อสมองรับรู้ถึงอันตราย ระบบประสาทอัตโนมัติจะกระตุ้นการหลั่งฮอร์โมนความเครียด เช่น Adrenaline และ Cortisol เพื่อเตรียมร่างกายให้เอาชีวิตรอด การตอบสนองนี้เรียกว่า Survival Response หรือการตอบสนองเพื่อความอยู่รอด

แต่ละคนอาจตอบสนองแตกต่างกัน ดังนี้

Fight (ต่อสู้) – โกรธ ต่อต้าน หรือพยายามปกป้องตนเองจากสิ่งที่คุกคาม
Flight (หลบหนี) – หลีกเลี่ยงสถานการณ์ บุคคล หรือสถานที่ที่ทำให้นึกถึงเหตุการณ์เดิม
Freeze (หยุดนิ่ง) – รู้สึกชา คิดอะไรไม่ออก หรือไม่สามารถตอบสนองต่อสถานการณ์ได้
Fawn (เอาใจผู้อื่นเพื่อความอยู่รอด) – พยายามทำทุกอย่างเพื่อไม่ให้เกิดความขัดแย้ง หรือทำให้อีกฝ่ายพอใจเพื่อหลีกเลี่ยงการถูกทำร้าย

การตอบสนองเหล่านี้ไม่ใช่ความผิดปกติ แต่เป็นกลไกตามธรรมชาติที่สมองสร้างขึ้นเพื่อปกป้องชีวิตในช่วงเวลาที่เผชิญอันตราย อย่างไรก็ตาม หากระบบนี้ยังคงทำงานต่อเนื่องหลังเหตุการณ์ผ่านพ้นไปแล้ว ก็อาจส่งผลให้เกิดอาการวิตกกังวล ความหวาดระแวง ปัญหาความสัมพันธ์ หรือ PTSD ได้

ปัจจุบันมีแนวทางการบำบัดที่มุ่งช่วยให้สมองประมวลผลความทรงจำที่ค้างคาและลดการตอบสนองต่อเหตุการณ์ในอดีต เช่น EMDR Therapy และ Brainspotting ซึ่งได้รับการนำมาใช้ในการรักษาผู้ที่มี Trauma และ PTSD ในหลายประเทศทั่วโลก

 

Trauma พัฒนาเป็นปัญหาเรื้อรังได้อย่างไร?
หลายคนเข้าใจว่าเมื่อเหตุการณ์เลวร้ายผ่านไป ความรู้สึกก็จะหายไปเอง แต่ในความเป็นจริง หากสมองยังไม่สามารถประมวลผลเหตุการณ์นั้นได้อย่างสมบูรณ์ ระบบประสาทอาจยังคงตอบสนองราวกับอันตรายยังคงเกิดขึ้นในปัจจุบัน
กระบวนการนี้สามารถอธิบายได้อย่างง่ายดังนี้
 
เหตุการณ์สะเทือนใจ

สมองรับรู้ว่าเป็นภัยคุกคาม

Amygdala ทำงานมากกว่าปกติ

ระบบประสาทเข้าสู่โหมดเอาชีวิตรอด

Fight • Flight • Freeze • Fawn

หากไม่ได้รับการประมวลผล

ความเครียดและอารมณ์ยังคงติดค้าง

เกิด Trauma เรื้อรัง หรือ PTSD

เมื่อได้รับการบำบัดที่เหมาะสม เช่น EMDR Therapy

สมองและระบบประสาทสามารถค่อย ๆ กลับมาทำงานอย่างสมดุล
 
นั่นคือเหตุผลที่ผู้ที่มี Trauma หลายคนรู้สึกว่า แม้จะพยายาม "ลืม" หรือ "คิดบวก" แต่ร่างกายยังคงตอบสนองด้วยความกลัว วิตกกังวล หรือความตื่นตัวโดยอัตโนมัติ เพราะปัญหาไม่ได้อยู่ที่ความตั้งใจเพียงอย่างเดียว แต่เกี่ยวข้องกับการทำงานของสมองและระบบประสาทที่ยังคงอยู่ในโหมดปกป้องตนเอง

 

 

ผลกระทบมาจากTrauma ทำให้เกิดข้อเสียอะไรบ้าง?

  • ทำให้ทุกข์ระทม โศรกเศร้า  เช่น ประสบการณ์จากการพลัดพรากหรือการสูญเสียของรัก คนรัก คนสำคัญในชีวิต และอาจสร้างบาดแผลทางใจทำให้ชีวิตเปลี่ยนไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป
  • ทำร้ายตัวเอง เพื่อเป็นการปลดปล่อยความเจ็บปวดในใจหรือพยายามหลีกหนีจากความเจ็บปวดที่ต้องเผชิญอยู่อาจทำร้ายตัวเอง กล่าวโทษตัวเอง 
  • มีความคิดอยากฆ่าตัวตาย หาวิธีเพื่อจบความทุกข์ทรมาน
  • มีพฤติกรรมเสพติด ทุกพฤติกรรมการเสพติดโดยส่วนใหญ่มักมีสาเหตุมาจากบาดแผลทางใจ หรือtrauma ไม่ว่าจะเป็นการเสพติดสารเสพติด แอลกอฮอล์ เสพติดการมีเซ็กส์ เสพติดการพนัน เสพติดการเล่นเกมส์ เสพติดช้อปปิ้ง หรืออื่นๆ
  • ผลเสียต่อปัญหาด้านสุขภาพร่างกายในระยะยาว 

จากงานวิจัยพบว่า ปมบาดแผลหรือTrauma หากปล่อยไว้ส่งผลต่อโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ และเป็นสาเหตุของการเสียชีวิต อันเนื่องมาจากโรคต่อไปนี้ เช่น โรคหัวใจ โรคไต โรคตับอักเสบ โรคมะเร็ง เส้นเลือดอุดตันในสมอง โรคเบาหวาน พฤติกรรมฆ่าตัวตาย และการใช้ชีวิตอย่างประมาท รวมทั้งการใช้ยาเกินขนาดด้วย เหล่านี้มักมีสาเหตุมาจากtrauma ที่ไม่ได้รับการรักษาให้หายเป็นปกติ

 



การรักษา Trauma ที่ได้ผล

ปัจจุบันมีหลายแนวทางในการรักษา Trauma โดยผู้เชี่ยวชาญจะเลือกวิธีที่เหมาะสมตามอาการ ประวัติชีวิต และความต้องการของแต่ละบุคคล เช่น

1. EMDR Therapy
ช่วยให้สมองประมวลผลความทรงจำที่ติดค้างจากเหตุการณ์กระทบกระเทือนจิตใจ ลดความทุกข์ทางอารมณ์ และได้รับการแนะนำในแนวทางการรักษา PTSD ของหลายองค์กรด้านสุขภาพจิตทั่วโลก

2. Trauma-Focused Cognitive Behavioral Therapy (TF-CBT)
ช่วยปรับความคิด ความเชื่อ และพฤติกรรมที่ได้รับผลกระทบจาก Trauma พร้อมพัฒนาทักษะในการรับมือกับความเครียด

3. Brainspotting
เป็นแนวทางจิตบำบัดที่ใช้ตำแหน่งการมอง (Brainspot) เพื่อช่วยเข้าถึงกระบวนการประมวลผลในสมองส่วนลึก โดยมุ่งลดผลกระทบจากประสบการณ์ที่กระทบกระเทือนจิตใจ

4. Somatic Therapy
เน้นการทำงานร่วมกับร่างกาย เนื่องจาก Trauma อาจส่งผลต่อระบบประสาทและการตอบสนองทางร่างกาย การบำบัดกลุ่มนี้ช่วยให้ผู้รับการบำบัดเรียนรู้ที่จะสังเกตและค่อย ๆ ปรับสมดุลของระบบประสาท

5. Mindfulness และการฝึกกำกับอารมณ์
การฝึกสติ การหายใจ และการสังเกตความรู้สึกของตนเอง สามารถช่วยลดความเครียด เพิ่มความสามารถในการควบคุมอารมณ์ และสนับสนุนการฟื้นตัวเมื่อใช้ร่วมกับการบำบัด

6. การใช้ยา (Medication)
ในบางกรณี แพทย์อาจพิจารณาใช้ยาร่วมกับการทำจิตบำบัด หากมีภาวะร่วม เช่น โรคซึมเศร้า โรควิตกกังวล หรือ PTSD ทั้งนี้ ยาไม่ได้ช่วยประมวลผล Trauma โดยตรง แต่สามารถช่วยลดอาการบางอย่างเพื่อให้การบำบัดเป็นไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ

7. การสนับสนุนจากคนรอบตัว (Support System)
การมีครอบครัว เพื่อน หรือคนที่รับฟังและให้ความเข้าใจ รวมถึงการเข้าร่วมกลุ่มสนับสนุน (Support Group) สามารถช่วยให้ผู้ที่มี Trauma รู้สึกปลอดภัย ลดความโดดเดี่ยว และส่งเสริมการฟื้นตัวได้

อ่านเพิ่มเติม: EMDR Therapy คืออะไร
อ่านเพิ่มเติม: Brainspotting ช่วยรักษา Panic Attack และ Anxiety

เมื่อใดควรปรึกษานักจิตวิทยาหรือผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิต

หากคุณมีอาการต่อไปนี้ติดต่อกันหลายสัปดาห์หรือเริ่มส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิต ควรเข้ารับการประเมินจากผู้เชี่ยวชาญ
  • ฝันร้ายหรือ Flashbacks ซ้ำ ๆ
  • หลีกเลี่ยงผู้คนหรือสถานที่ที่ทำให้นึกถึงเหตุการณ์
  • วิตกกังวล ตื่นตัว หรือสะดุ้งง่ายตลอดเวลา
  • นอนไม่หลับเป็นเวลานาน
  • ควบคุมอารมณ์ได้ยาก
  • รู้สึกชาหรือแยกตัวจากผู้อื่น
  • ความสัมพันธ์ การทำงาน หรือการเรียนได้รับผลกระทบ
  • มีความคิดทำร้ายตนเองหรือรู้สึกหมดหวัง
การได้รับการประเมินตั้งแต่ระยะแรกอาจช่วยลดผลกระทบในระยะยาว และช่วยให้การฟื้นตัวเป็นไปได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น


Trauma ไม่ใช่ความอ่อนแอ
หลายคนเข้าใจผิดว่าผู้ที่มี Trauma เป็นคนอ่อนแอหรือคิดมาก แต่ในความเป็นจริง Trauma เป็นผลจากการเปลี่ยนแปลงของการทำงานของสมองและระบบประสาทหลังเผชิญเหตุการณ์ที่กระทบกระเทือนจิตใจ ไม่ใช่ความล้มเหลวของบุคลิกภาพหรือความเข้มแข็ง

การเข้าใจธรรมชาติของ Trauma จะช่วยลดการตีตรา (Stigma) และทำให้ผู้ที่กำลังทุกข์ใจกล้าขอความช่วยเหลือได้เร็วขึ้น



คำถามที่พบบ่อย (FAQ) เกี่ยวกับ Trauma
Q1: Trauma คืออะไร?
A: Trauma หรือ "บาดแผลทางใจ" คือผลกระทบทางอารมณ์และจิตใจที่เกิดขึ้นหลังจากเผชิญเหตุการณ์ที่กระทบกระเทือนอย่างรุนแรง เช่น การสูญเสีย การถูกทำร้าย อุบัติเหตุ หรือประสบการณ์ไม่พึงประสงค์ในวัยเด็ก โดยบางคนอาจฟื้นตัวได้เอง ขณะที่บางคนยังคงมีอาการต่อเนื่องและต้องการความช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญ

Q2: Trauma ต่างจาก PTSD อย่างไร?
A: Trauma เป็นประสบการณ์หรือผลกระทบทางจิตใจที่เกิดขึ้นหลังเหตุการณ์สะเทือนใจ ส่วน PTSD (Post-Traumatic Stress Disorder) เป็นภาวะสุขภาพจิตที่อาจเกิดขึ้นเมื่ออาการจาก Trauma คงอยู่นาน มีความรุนแรง และรบกวนการใช้ชีวิตประจำวัน อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ทุกคนที่มี Trauma จะพัฒนาเป็น PTSD

Q3: Trauma ส่งผลต่อสมองจริงหรือไม่?
A: งานวิจัยด้านประสาทวิทยาศาสตร์พบว่า Trauma สามารถส่งผลต่อการทำงานของสมอง โดยเฉพาะบริเวณ Amygdala, Hippocampus และ Prefrontal Cortex ซึ่งเกี่ยวข้องกับอารมณ์ ความจำ การรับรู้ภัยคุกคาม และการควบคุมอารมณ์ การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้อาจอธิบายได้ว่าทำไมผู้ที่มี Trauma จึงรู้สึกหวาดกลัว วิตกกังวล หรือเกิด Flashbacks แม้เหตุการณ์จะผ่านไปแล้ว


Q4: Trauma สามารถหายเองได้หรือไม่?
A: หลายคนสามารถค่อย ๆ ฟื้นตัวได้เมื่อเวลาผ่านไป โดยเฉพาะหากได้รับการสนับสนุนจากครอบครัวหรือคนรอบตัว แต่หากอาการยังคงอยู่เป็นเวลานาน ส่งผลต่อการทำงาน ความสัมพันธ์ หรือคุณภาพชีวิต ควรปรึกษานักจิตวิทยาหรือผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตเพื่อรับการประเมินและวางแผนการรักษาที่เหมาะสม

Q5: Trauma ในวัยเด็กส่งผลต่อชีวิตผู้ใหญ่ได้หรือไม่?
A: ได้ ประสบการณ์ไม่พึงประสงค์ในวัยเด็ก เช่น การถูกละเลย การถูกทำร้าย หรือการสูญเสีย อาจส่งผลต่อการควบคุมอารมณ์ ความเชื่อเกี่ยวกับตนเอง ความสัมพันธ์ และการรับมือกับความเครียดในวัยผู้ใหญ่ อย่างไรก็ตาม ผลกระทบและความรุนแรงแตกต่างกันในแต่ละบุคคล และสามารถได้รับการเยียวยาด้วยการบำบัดที่เหมาะสม


Q6: EMDR Therapy ปลอดภัยหรือไม่?
A: EMDR Therapy เป็นรูปแบบจิตบำบัดที่ได้รับการศึกษาวิจัยและนำมาใช้ในการรักษา Trauma และ PTSD ในหลายประเทศ โดยทั่วไปถือว่ามีความปลอดภัยเมื่อดำเนินการโดยนักบำบัดที่ผ่านการฝึกอบรม อย่างไรก็ตาม ระหว่างการบำบัดอาจมีการระลึกถึงความทรงจำที่กระทบกระเทือนจิตใจ จึงควรอยู่ภายใต้การดูแลของผู้เชี่ยวชาญ


Q7: Trauma จำเป็นต้องใช้ยาหรือไม่?
A: ไม่เสมอไป การรักษาขึ้นอยู่กับชนิดและความรุนแรงของอาการ หลายคนได้รับประโยชน์จากการทำจิตบำบัด เช่น EMDR Therapy หรือ Cognitive Behavioral Therapy (CBT) ในบางกรณี แพทย์อาจพิจารณาใช้ยาร่วมกับการบำบัด หากมีภาวะร่วม เช่น โรคซึมเศร้าหรือโรควิตกกังวล


Q8: การรักษา Trauma ใช้เวลานานแค่ไหน?
A: ระยะเวลาในการรักษาแตกต่างกันไปตามลักษณะของ Trauma ความรุนแรง ระยะเวลาที่เกิดปัญหา และปัจจัยของแต่ละบุคคล บางคนอาจดีขึ้นภายในไม่กี่เดือน ขณะที่บางคนอาจต้องใช้เวลานานกว่านั้น ผู้เชี่ยวชาญจะประเมินและวางแผนการรักษาให้เหมาะกับแต่ละกรณี


Q9: Brainspotting แตกต่างจาก EMDR Therapy อย่างไร?
A: ทั้งสองเป็นแนวทางจิตบำบัดที่ใช้รักษา Trauma แต่มีหลักการทำงานแตกต่างกัน โดย EMDR Therapy ใช้ Bilateral Stimulation เช่น การเคลื่อนไหวของดวงตา เพื่อช่วยให้สมองประมวลผลความทรงจำ ส่วน Brainspotting ใช้ตำแหน่งการมอง (Brainspot) เพื่อเข้าถึงกระบวนการประมวลผลในสมองส่วนลึก การเลือกวิธีที่เหมาะสมควรได้รับคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ


Q10: เมื่อใดควรปรึกษานักจิตวิทยาหรือผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิต?
A: หากอาการ เช่น ความวิตกกังวล ฝันร้าย Flashbacks การหลีกเลี่ยงสถานการณ์ ความรู้สึกไม่ปลอดภัย หรือปัญหาด้านอารมณ์ ส่งผลต่อการทำงาน ความสัมพันธ์ หรือการใช้ชีวิตประจำวันอย่างต่อเนื่อง ควรเข้ารับการประเมินจากผู้เชี่ยวชาญ เพราะการได้รับความช่วยเหลือตั้งแต่เนิ่น ๆ อาจช่วยลดผลกระทบในระยะยาวและเพิ่มโอกาสในการฟื้นตัว


Powered by MakeWebEasy.com
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว  and  นโยบายคุกกี้