144985 Views |

ดร.มฤษฎ์ แก้วจินดา (Ph.D)
Dr. Marid Kaewchinda
นักจิตวิทยาการปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ
นักจิตบำบัด EMDR Psychotherapy / Brainspotting Psychotherapy Practitioner
สารบัญเนื้อหา
Trauma (ทรอม่า) คือ บาดแผลทางใจที่เกิดจากเหตุการณ์หรือประสบการณ์ที่กระทบกระเทือนจิตใจ จนส่งผลต่อความคิด อารมณ์ พฤติกรรม และการใช้ชีวิต แม้เหตุการณ์นั้นจะผ่านไปนานแล้ว Trauma อาจเกิดจากอุบัติเหตุ การสูญเสีย การถูกทำร้าย ความรุนแรงในครอบครัว การถูกละเลยในวัยเด็ก หรือเหตุการณ์ที่ทำให้รู้สึกหวาดกลัวอย่างรุนแรง แม้หลายคนจะฟื้นตัวได้เอง แต่บางคนอาจเกิด PTSD ความวิตกกังวล ซึมเศร้า หรือมีปัญหาความสัมพันธ์ หากไม่ได้รับการเยียวยา

หลายคนอาจคุ้นเคยกับคำว่า Trauma (ทรอม่า) ซึ่งหมายถึง บาดแผลทางใจ หรือ ประสบการณ์บาดแผล ที่ส่งผลกระทบยาวนานต่ออารมณ์และพฤติกรรมของเรา Trauma ไม่ใช่แค่เหตุการณ์เลวร้ายที่เกิดขึ้น แต่รวมถึง ผลสะท้อนในจิตใจ ที่คงอยู่แม้เวลาผ่านไป
Trauma สามารถเกิดขึ้นได้จากเหตุการณ์เพียงครั้งเดียว หรือเกิดจากประสบการณ์ซ้ำ ๆ เป็นเวลานาน โดยสิ่งสำคัญไม่ใช่เพียง "เหตุการณ์" แต่คือวิธีที่สมองและระบบประสาทของแต่ละคนตอบสนองต่อเหตุการณ์นั้น มักส่งผลต่อการเกิดปมบาดแผลทางใจต่าง ๆ เช่น:
เหตุการณ์เฉียบพลัน (Acute Trauma)
เหตุการณ์เรื้อรังสะสม (Chronic / Complex Trauma)
เหตุการณ์ Traumatic Event มักสร้างให้เกิด Trauma หรือปมบาดแผลทางใจ โดยแต่ละคนจะมีการตอบสนองและการจัดการกับสภาวะทางอารมณ์เมื่อมี Trauma เกิดขึ้นจากเหตุการณ์หรือประสบการณ์อันเลวร้ายได้แตกต่างกัน และไม่เหมือนกันเลยในแต่ละคนครับ

Trauma ไม่ได้ส่งผลเฉพาะด้านอารมณ์ แต่ยังส่งผลต่อการทำงาน การเรียน ความสัมพันธ์ การเลี้ยงลูก การนอนหลับ ความมั่นใจในตนเอง และการตัดสินใจ หลายคนจึงรู้สึกว่าชีวิตติดอยู่กับรูปแบบพฤติกรรมเดิม ๆ (Patterns) แม้เหตุการณ์จะผ่านมาหลายปีแล้ว โดยทั่วไปอาการแสดงออกแบ่งเป็น 3 ด้านหลัก:
เมื่อเผชิญกับเหตุการณ์ที่กระทบกระเทือนจิตใจ ร่างกายและสมองจะพยายามปกป้องเราโดยอัตโนมัติผ่านกลไกการเอาชีวิตรอด (Survival Response) สำหรับคนส่วนใหญ่ ความรู้สึกกลัวจะค่อย ๆ ลดลง แต่หากเหตุการณ์นั้นรุนแรงเกินกว่าที่สมองจะประมวลผลได้ ความทรงจำ อารมณ์ และความรู้สึกทางร่างกายอาจยังคง "ติดค้าง" อยู่ ทำให้โครงสร้างสมองทำงานเปลี่ยนไปดังนี้:

เมื่อระบบประสาทอัตโนมัติเผชิญกับ Trauma ปฏิกิริยาการเอาชีวิตรอดจะถูกเปิดใช้งาน ซึ่งในทางจิตวิทยาสรุปกลไกออกมาเป็น 4Fs Responses ดังต่อไปนี้:
| รูปแบบปฏิกิริยา | พฤติกรรมและการแสดงออก | ผลกระทบเมื่อติดค้างเรื้อรัง |
|---|---|---|
| Fight (สู้) | พยายามควบคุมสถานการณ์ ตอบโต้ เกรี้ยวกราด แสดงอำนาจเพื่อปกป้องตัวเอง | กลายเป็นคนโกรธง่าย หงุดหงิด ขี้โมโห มีปัญหาความขัดแย้งในความสัมพันธ์ |
| Flight (หนี) | เดินหนีจากปัญหา บ้างาน วิ่งวุ่นทำสิ่งต่าง ๆ ตลอดเวลาเพื่อหลีกเลี่ยงความรู้สึกภายใน | เกิดภาวะวิตกกังวลเรื้อรัง (Anxiety) ย้ำคิดย้ำทำ หรือเสพติดความสมบูรณ์แบบ |
| Freeze (นิ่งแข็ง) | แยกตัวออกจากสังคม ร่างกายรู้สึกไร้เรี่ยวแรง ชาหนึบ ไม่รับรู้ ไม่สู้และไม่หนี | เสี่ยงต่อภาวะซึมเศร้า (Depression) รู้สึกไร้ค่า สมองตื้อ และขาดแรงจูงใจในการใช้ชีวิต |
| Fawn (ยอมตาม) | พยายามทำให้คนอื่นพอใจ (People-pleasing) ปฏิเสธคนไม่เป็น ยอมสละความต้องการของตนเองเพื่อให้ปลอดภัย | สูญเสียความเป็นตัวตน ขาดความมั่นใจ ถูกเอาเปรียบได้ง่ายในความสัมพันธ์ |
หากปฏิกิริยาเหล่านี้ติดค้างเป็นเวลานานโดยไม่ได้รับการบำบัดที่ถูกต้อง บาดแผลใจอาจจะพัฒนากลายเป็นภาวะโรคเครียดหลังผ่านเหตุการณ์สะเทือนใจ หรือ PTSD (Post-Traumatic Stress Disorder) ได้ครับ
ข่าวดีก็คือ Trauma หรือบาดแผลทางใจนั้น สามารถรักษาและเยียวยาให้ดีขึ้นได้ ปัจจุบันในทางจิตวิทยามีแนวทางการบำบัดรักษาที่ได้รับการยอมรับในระดับสากลว่ามีประสิทธิภาพสูง ได้แก่:
บาดแผลทางใจบางระดับสามารถบรรเทาลงได้เองตามกาลเวลาหากได้รับแรงสนับสนุนทางอารมณ์ที่ดี แต่สำหรับปมที่รุนแรงหรือฝังลึก (Complex Trauma) ความทรงจำมักติดค้างและส่งผลกระทบเรื้อรัง จำเป็นต้องได้รับการเยียวยาโดยนักจิตวิทยาผู้เชี่ยวชาญครับ
จำนวนครั้งขึ้นอยู่กับความซับซ้อนและประเภทของบาดแผลใจ สำหรับ Trauma จากเหตุการณ์เดี่ยว (Single Trauma) อาจใช้เวลาเพียงไม่กี่เซสชัน แต่หากเป็นปมบาดแผลเรื้อรังตั้งแต่ช่วงวัยเด็ก นักจิตวิทยาจะทำการประเมินและวางแผนการรักษาต่อเนื่องเป็นรายบุคคลครับ
หากคุณรู้สึกว่าชีวิตติดขัด มีปฏิกิริยาทางอารมณ์ที่รุนแรงเกินปกติเมื่อเจอสิ่งกระตุ้น หรือมีพฤติกรรมบางอย่างที่ควบคุมไม่ได้ การเข้าพบนักจิตวิทยาเพื่อทำด่านประเมินและรับการปรึกษาเบื้องต้นเป็นก้าวแรกที่ดีที่สุดในการดูแลตัวเองครับ
Trauma หรือบาดแผลทางใจ ไม่ใช่ตราบาปหรือความล้มเหลวของการใช้ชีวิต แต่มันคือร่องรอยของประสบการณ์อันเจ็บปวดที่สมองของคุณยังประมวลผลไม่เสร็จสิ้น การเปิดใจยอมรับและก้าวเข้ารับการบำบัดทางจิตวิทยาอย่างถูกวิธี จะช่วยปลดล็อกความทุกข์ทรมาน คืนความสมดุลให้ระบบประสาท และช่วยให้คุณกลับมาเป็นเจ้าของชีวิตที่มีความสุขและมั่นคงปลอดภัยได้อย่างแท้จริงครับ
หากคุณกำลังเผชิญกับภาวะเครียด บาดแผลทางใจ หรือต้องการรับการบำบัดด้วยเทคนิคเฉพาะทาง เช่น EMDR และ Brainspotting สามารถติดต่อเพื่อนัดหมายรับคำปรึกษากับ ดร.มฤษฎ์ แก้วจินดา และทีมสถาบันนักจิตวิทยาผู้เชี่ยวชาญได้ที่: