6 วิธี ธรรมชาติหายจากโรคซึมศร้าโดยไม่ต้องใช้ยา

2177 จำนวนผู้เข้าชม  | 

6 วิธี ธรรมชาติหายจากโรคซึมศร้าโดยไม่ต้องใช้ยา

  

ดร.มฤษฎ์ แก้วจินดา (Ph.D) นักจิตวิทยาการปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ

และนักจิตบำบัด

Certified EMDR and Brainspotting Psychotherapy

 

  อาการซึมเศร้าเกิดจากหลากหลายสาเหตุในคนแต่ละคน ซึ่งภาวะซึมเศร้านี้มีที่มาที่ไปต่างกันและสามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคน ทุกระดับชนชั้น ไม่ว่าจะคนร่ำรวย นักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ ดาราคนดังมีชื่อเสียงหรือกระทั่งคนธรรมดา ซึ่งสาเหตุของแต่ละปัญหามีความหลากหลายแตกต่างกันไปในแต่ละคน

อับดับแรกเราต้องเข้าใจก่อนว่า อาการซึมเศร้าอาจเป็นผลสืบเนื่องมาจากเหตุการณ์หรือการกระทำบางอย่างที่มากระทบกระเทือนจิตใจของเราอาจเป็นตั้งแต่เหตุการณ์ที่ฝังใจตั้งแต่่อดีต ความวิตกกังวลใจในเรื่องบางเรื่องและสะสมมาเป็นระยะเวลาหนึ่งโดยไม่ได้รับการแก้ไขก็ส่งผลถึงสุขภาพกายและใจในระยะต่อมาได้

ความเจ็บป่วยด้านจิตใจที่ไม่ได้รับการแก้ไขอาจส่งผลเสียต่อระบบความสมดุลของสมอง ความเครียดทำให้เกิดความสมดุลย์ของเคมีในสมองที่ผิดปกติ อาการเจ็บป่วยทางจิตใจส่งผลกระทบต่อมายังระบบร่างกาย เกิดเป็นความเจ็บป่วยไม่รุนแรงแต่รบกวนชีวิตความเป็นอยู่และมักจะหาสาเหตุที่แท้จริงไม่เจอ

ตัวอย่างเช่นเหตุการณ์สะเทือนใจจากการสูญเสียคนที่รักกระทันหันหรือ เรื่องสะเทือนขวัญที่ทำให้หวาดกลัวหวาดระแวงทุกอย่างรอบตัวไปหมดเหล่านี้อาจเป็นสาเหตุทำให้เกิดภาวะซึมเศร้าได้ และหากมีประวัติคนในครอบครัวเคยป่วยเป็นโรคซึมเศร้ามีความผิดปกติด้านพันธุกรรมที่ส่งผลต่อระบบประสาทและสมองก็อาจมีความเสี่ยงทำใ้ห้เกิดโรคซึมเศร้ามากกว่าคนที่ไม่เคยมีประวัติการป่วยมาก่อนด้วยเช่นกัน

แต่ไม่ว่าจะด้วยสาเหตุใดก็ตาม เราควรทำความเข้าใจก่อนว่าอาการซึมเศร้าเป็นแค่อาการเจ็บป่วยชั่วคราว ซึ่งสามารถรักษาหายได้เหมือนอาการเจ็บป่วยอื่นๆ เพียงแต่เราต้องไปผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยา นักจิตวิทยา หรือจิตแพทย์ เพื่อทำการฟื้นฟูสภาวะทางจิตใจให้กลับมาแข็งแรงเป็นปกติต่อไป รวมทั้งมีวิธีรับมือหรือต่อสู้กับอาการซึมเศร้าที่อาจกลับมาอีกได้อย่างถาวร

  นักจิตวิทยาผู้เชี่ยวชาญจะช่วยแก้ไขอาการโรคซึมเศร้าโดยแนะนำวิธีปฎิบัติเพื่อให้เห็นผลที่ดีขึ้นอย่างชัดเจนด้วยการทำจิตบำบัด หรือใช้เทคนิคทางจิตวิทยาในการให้คำปรึกษาเพื่อคลายทุกข์ที่เกิดเป็นความวิตกกังว และอาจมีการทำงานร่วมกับจิตแพทย์ในกรณีที่จำเป็นหากต้องใช้ยาร่วมด้วยเพื่อช่วยปรับสมดุลของเคมีในสมองที่ผิดปกติอย่างไรก็ตามการใช้ยาไม่ได้จำเป็นกับทุกคน การใช้ยามีผลข้างเคียงที่รุนแรงในระยะยาวส่งผลต่อการควบคุมจิตใจ การทำงานของสมองที่อาจแย่ลงจนรุนแรงถึงขั้นมีความคิดฆ่าตัวตาย มีภาวะที่ต้องพึงพิงยาขาดยาไม่ได้หากต้องเลิกใช้จะมีภาวะการถอนยาซึ่งส่งผลรุนแรงด้านสมองและการควบคุมจิตใจ ดังนั้นหากเลี่ยงได้ควรหลีกเลี่ยงการใช้ยาหากไม่จำเป็น และเราควรได้รับคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชายด้านจิตวิทยาก่อนทุกครั้ง สามารถปรึกษาเรื่องยาและผลข้างเคียงกับนักจิตวิทยาได้ในเบื้องต้น แต่การช่วยเหลือของนักจิตวิทยาจะไม่เน้นการใช้ยาเลย นักจิตวิทยาจะใช้เทคนิคและวิธีการรักษาด้วยจิตบำบัด  เพื่อการฟื้นฟูจิตใจให้กลับมาเข้มแข็งดังเดิมด้วยการตระหนักรู้ที่เกิดจากข้างใน

ด้วยเทคนิคทางจิตวิทยาเหล่านี้จะช่วยทำให้เราสามารถเผชิญอุปสรรคปัญหาในชีวิตต่างๆไม่ว่าจะเรื่องใหญ่เล็กแค่ไหนได้ด้วยตัวเองโดยไม่จำเป็นต้องพึ่งยาไปตลอดชีวิต ยารักษาโรคซึมเศร้า หรือ ยารักษาอาการทางจิตประสาท จิตเภท ทุกชนิดมีผลข้างเคียงต่อระบบการทำงานของร่างกาย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ยาที่มีผลต่อสมองโดยตรงย่อมไม่เป็นผลดีกับเราในระยะยาวอย่างแน่นอน

วิธีบำบัดอาการของโรคซึมเศร้าที่นักจิตวิทยาใช้รักษานอกจากเทคนิคด้านจิตวิทยาที่หลากหลายและการทำจิตบำบัดที่ลงลึกถึงด้านการทำงานกับระบบประสาทและสมองแล้ว นักจิตวิทยายังมีแนวทางในการปรับแนวความคิดและปรับแก้พฤติกรรมที่เป็นพิษภัยต่อการดูแลฟื้นฟูจิตใจของเราเพื่อให้จิตใจของเราได้รับการดูแลให้เข้มแข็งและกลับมามีประสิทธิภาพในการต่อสู้เผชิญกับอุปสรรคและความท้าทายต่างๆในชีวิตได้อีกครั้ง

แนวปฎิบัตินี้เป็นการสร้างความสมดุลย์ให้กายและใจเบื้องต้นที่เราสามารถนำไปทำเองที่บ้านได้หากเราทีภาวะซึมเศร้าโดยไม่ต้องพึงยาต้านซึมเศร้าทำได้ดังนี้

6  วิธีธรรมชาติเพื่อปรับสมดุลให้กับสมอง โดยไม่ต้องพึ่งยาต้านซึมเศร้า

  1. ปรับเปลี่ยนชีวิต และจัดตารางเวลา
    แน่นอนอาการซึมเศร้าอาจส่งผลต่อความสม่ำเสมอในการลุกขึ้นมาทำกิจวัตรประจำวันในแต่ละวัน แต่ถ้าเราจัดตารางเวลาที่แน่นอนและทำตามตารางที่ได้วางไว้ จะมีส่วนช่วยให้เรากลับมาใช้ชีวิตได้อย่างปกติในแต่ละวัน

    2. ตั้งเป้าหมายในทุกวัน
    การตั้งเป้าหมายเพื่อให้ทำสิ่งใดสำเร็จสำคัญมาก อาจเป็นเป้าหมายเล็กๆแต่ควรมีทุกวันในการตั้งใจที่จะทำภาระกิจอย่างหนี่งอย่างใดให้สำเร็จในแต่ละวัน เช่น ตั้งเป้าหมายว่าวันนี้จะลงมือทำกับข้าว และปลูกต้นไม้แล้วก็ลงมือทำตามนั้น

    3. ออกกำลังกาย
    เป็นการช่วยปรับสมดุลและกระตุ้นเคมีที่ดีหรือเอนโดฟินเพื่อช่วยให้สมองได้กลับมามีพลังบวก สดชื่นหลังได้ออกกำลังกาย

    4. กินอาหารที่มีประโยขน์
    อาหารเป็นยาที่วิเศษ เพราะหากอาการซึมเศร้าทำให้เรากินมากผิดปกติ หรือน้อยผิดปกติส่งผลเสียต่อสุขภาพ ดังนั้นควรต้องกินอาหารที่มีประโยชน์ในปริมาณที่เหมาะสมจะสามารถช่วยให้ภาวะซึมเศร้ากลับมาดีขึ้นได้

    5. ทำสิ่งใหม่ๆ
    ควรเรียนรู้สิ่งใหม่ๆที่สนใจอยากเรียนรู้ เช่นไปเข้าคอร์สเรียนภาษา หรือสมัครเป็นจิตอาสา ทำกิจกรรมที่มีประโยชน์ต่อตนเองและผู้อื่น รู้จักผู้คนใหม่ๆ ความรู้ใหม่ๆเพื่อเพิ่มประสบการณ์ชีวิตให้มากขึ้นและได้สังคมเพิ่มขึ้น

    6. มีความสุขกับทุกอย่าง
    เป็นเรื่องยากสำหรับอาการซึมเศร้าที่จะมีความสุขในสิ่งที่ทำแต่นั้นเป็นอาการชั่วคราว พยายามทำใจให้มีความสุขและต่อสู้กับมันมองโลกในแง่บวกถึงแม้จะไม่ใช่เรื่องง่ายแต่ต้องพยายามฝึกจิตใจและผ่านมันไปให้ได้  

โรคซึมเศร้านั้นส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน การทำงานการออกไปพบปะเข้าสังคมกับผู้อื่น โรคซึมเศร้าทำให้ขาดความสนใจในสิ่งที่ควรต้องทำ ที่สำคัญทำให้คนที่มีภาวะซึมเศร้าไม่มีความสุขในกิจกรรมที่เคยชอบทำ โรคซึมเศร้าส่งผลด้านลบต่อความคิดและความสัมพันธ์กับคนที่อยู่รอบข้าง ดังนั้นหากภาวะซึมเศร้าไม่หายไปใน2-3 สัปดาห์และทวีความรุนแรงมากขึ้นไม่ควรรอช้าควรมาพบผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยาเพื่อได้รับการแก้ไข


 

 


  อ้างอิง:                                    .

  1. webmd.com 
  2. https://psychiatry.org/patients-families/depression/what-is-depression

Powered by MakeWebEasy.com
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว  และ  นโยบายคุกกี้