เหตุการณ์สะเทือนขวัญ: บาดแผลทางใจในเด็ก (Childhood Trauma)

4227 Views  | 

เหตุการณ์สะเทือนขวัญ: บาดแผลทางใจในเด็ก (Childhood Trauma)

เหตุการณ์สะเทือนขวัญ: ผลกระทบด้านจิตใจในเด็กและบาดแผลทางใจ (Childhood Trauma) ที่ผู้ใหญ่อาจคิดไม่ถึง

ดร.มฤษฎ์ แก้วจินดา (Ph.D.) นักจิตวิทยาการปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านเด็กและวัยรุ่น | EMDR Psychotherapy Supervisor and Brainspotting Practitioner
 

"เรื่องแค่นี้เอง เดี๋ยวเด็กก็ลืมไปเอง..." คำพูดนี้อาจเป็นความเข้าใจผิดครั้งใหญ่ที่ทำร้ายอนาคตของเด็กโดยไม่รู้ตัว

เมื่อเด็กต้องเผชิญกับเหตุการณ์สะเทือนขวัญ (Traumatic Events) ไม่ว่าจะเป็นภัยพิบัติ อุบัติเหตุรุนแรง การสูญเสียคนรัก หรือการเห็นความรุนแรงในครอบครัว สิ่งเหล่านั้นไม่ได้หายไปตามกาลเวลา แต่บาดแผลทางใจในวัยเด็ก หรือ Childhood Trauma สามารถฝังลึกในระบบประสาทและสมองส่วนอารมณ์ ส่งผลกระทบต่อพัฒนาการ พฤติกรรม และสภาพจิตใจของพวกเขาไปจนเติบโตเป็นผู้ใหญ่

การเพิกเฉยหรือมองข้ามสัญญาณเตือน อาจทำให้สภาวะจิตใจของเด็กดิ่งลึกจนกลายเป็นโรค PTSD (Post-Traumatic Stress Disorder) ในที่สุด

ผลกระทบด้านจิตใจจากเหตุการณ์สะเทือนขวัญที่ผู้ใหญ่อาจคิดไม่ถึง

ผู้ใหญ่หลายคนมักใช้เกณฑ์ของตนเองในการประเมินความรุนแรงของบาดแผลในจิตใจเด็ก แต่ในความเป็นจริงแล้ว สมองของเด็กยังมีกลไกการรับมือกับความเครียด (Coping Mechanism) ที่จำกัด เหตุการณ์ที่ผู้ใหญ่อาจมองว่าธรรมดา สามารถสร้างความตื่นตระหนกและหวาดกลัวอย่างรุนแรง (Emotional Distress) ให้กับเด็กได้ ซึ่งส่งผลกระทบใน 3 ด้านหลัก ดังนี้:

  • การเปลี่ยนแปลงทางพฤติกรรมอย่างกระทันหัน: เด็กอาจมีอาการแยกตัว ก้าวร้าวขึ้นอย่างไม่มีสาเหตุ หรือในเด็กเล็กอาจเกิด "พฤติกรรมถดถอย" เช่น กลับมาปัสสาวะรดที่นอน ติดพ่อแม่มากกว่าปกติ หรือดูดนิ้ว
  • ผลกระทบต่อระบบร่างกาย (Physical Symptoms): บาดแผลทางใจมักแสดงออกผ่านร่างกาย เช่น นอนไม่หลับ ฝันร้าย สะดุ้งตื่นกลางดึก ปวดหัว หรือปวดท้องบ่อย ๆ โดยตรวจไม่พบรอยโรคทางกาย
  • พัฒนาการทางสมองหยุดชะงัก: ความเครียดเป็นพิษ (Toxic Stress) จากเหตุการณ์สะเทือนใจจะเข้าไปขัดขวางการทำงานของสมองส่วนหน้า (Prefrontal Cortex) ทำให้เด็กสมาธิสั้นลง ผลการเรียนตกต่ำ และควบคุมอารมณ์ตนเองได้ยากขึ้น

ตารางเช็กอาการ: ลูกกำลังเผชิญกับภาวะ PTSD หรือบาดแผลทางใจหรือไม่?

กลุ่มอาการสัญญาณเตือนที่พ่อแม่ต้องเฝ้าระวังระดับความรุนแรง
การนึกถึงเหตุการณ์ซ้ำ ๆ (Intrusion)เด็กพูดถึงเหตุการณ์นั้นบ่อย ๆ, ละเมอฝันร้าย, หรือแสดงออกผ่านการเล่นที่รุนแรงซ้ำ ๆ (Traumatic Play)ควรจับตาดูใกล้ชิด
การหลีกเลี่ยง (Avoidance)หลีกเลี่ยงการไปสถานที่ คน หรือสิ่งของที่เชื่อมโยงกับเหตุการณ์สะเทือนขวัญ ไม่ยอมพูดถึงเรื่องที่เกิดขึ้นควรจับตาดูใกล้ชิด
ตื่นตัวมากเกินไป (Hyperarousal)ตกใจง่ายเกินเหตุ, ขี้ระแวง, กลัวเสียงดัง, ก้าวร้าวรุนแรง หรือไม่มีสมาธิอย่างเห็นได้ชัดหลังผ่านเหตุการณ์มาเกิน 1 เดือนควรพบนักจิตวิทยาเด็ก

แนวทางการช่วยเหลือและเยียวยาจิตใจเด็กเบื้องต้นสำหรับผู้ปกครอง

เมื่อทราบว่าเด็กผ่านเหตุการณ์ที่กระทบกระเทือนอารมณ์อย่างรุนแรง สิ่งที่ผู้ปกครองควรปฏิบัติทันทีมีดังนี้ครับ:

1. สร้างพื้นที่ปลอดภัย (Create a Safe Space): กอดและแสดงให้เด็กมั่นใจว่า ตอนนี้เหตุการณ์ร้ายแรงได้ผ่านพ้นไปแล้ว และพวกเขากำลังอยู่ในที่ที่ปลอดภัยอย่างสิ้นเชิง

2. รับฟังโดยไม่ตัดสิน (Active Listening): ยอมรับในความกลัวหรือความเสียใจของเด็ก ไม่พูดตัดบทว่า "ไม่ต้องกลัว" หรือ "เรื่องเล็กน้อย" แต่ให้สะท้อนอารมณ์ว่า "แม่เข้าใจว่าหนูกลัวนะลูก"

3. รักษาตารางเวลาชีวิตให้คงเดิม (Maintain Routines): การกิน นอน และเล่นในเวลาเดิมจะช่วยให้ระบบประสาทของเด็กรับรู้ถึงความมั่นคงและคาดเดาได้ ซึ่งช่วยลดความวิตกกังวลได้ดี

4. จำกัดการรับสื่อ: หลีกเลี่ยงการเปิดภาพข่าวหรือพูดถึงรายละเอียดของเหตุการณ์สะเทือนขวัญนั้นซ้ำ ๆ ต่อหน้าเด็ก

นวัตกรรมการเยียวยาบาดแผลทางใจในเด็กด้วยจิตบำบัดเชิงลึก

หากเวลาผ่านไปเกิน 1 เดือนแล้ว อาการของเด็กยังไม่ดีขึ้น หรือส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน การบำบัดด้วยการพูดคุยทั่วไปอาจไม่เพียงพอ เนื่องจากความทรงจำที่สะเทือนขวัญถูกล็อกไว้ในสมองส่วนอารมณ์ (Amygdala) ที่ Better Mind Thailand เราใช้แนวทางการบำบัดระดับสากลที่ปลอดภัยและเห็นผลตรงจุดในเด็ก:

  • จิตบำบัด EMDR (Eye Movement Desensitization and Reprocessing): เป็นเทคนิคที่ได้รับการรับรองจากองค์การอนามัยโลก (WHO) ว่ามีประสิทธิภาพสูงในการรักษา PTSD ช่วยปลดล็อกและจัดระเบียบความทรงจำที่เจ็บปวดในสมองเด็ก ให้พวกเขากลับมาใช้ชีวิตได้อย่างสดใสอีกครั้ง
  • จิตบำบัด Brainspotting: นวัตกรรมการใช้ตำแหน่งสายตาเพื่อเข้าถึงปมความเครียดและบาดแผลฝังลึกในระบบประสาทส่วนกลาง ช่วยให้เด็กได้รับการเยียวยาจากภายในโดยไม่จำเป็นต้องฝืนเล่าเรื่องราวที่เจ็บปวดซ้ำ ๆ

FAQ: คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับสภาวะจิตใจเด็กหลังเจอเหตุการณ์สะเทือนขวัญ

หลังเหตุการณ์สะเทือนขวัญ นานแค่ไหนที่ควรพาลูกไปพบนักจิตวิทยาเด็ก?

โดยทั่วไปในช่วง 2-4 สัปดาห์แรก เด็กอาจมีอาการหวาดกลัวหรือฝันร้ายได้ซึ่งเป็นกลไกปกติ แต่หากอาการเหล่านี้ยังคงอยู่เรื้อรังเกิน 1 เดือน หรือเด็กมีพฤติกรรมเปลี่ยนไปอย่างรุนแรงจนกระทบการเรียนและการใช้ชีวิต แนะนำให้เข้าพบนักจิตวิทยาเด็กเพื่อประเมินภาวะ PTSD ทันทีครับ

การทำจิตบำบัด EMDR ปลอดภัยสำหรับเด็กเล็กไหม?

ปลอดภัยมากครับ การทำจิตบำบัด EMDR ในเด็กจะถูกปรับรูปแบบให้เหมาะสมตามช่วงวัย โดยใช้วิธีการกระตุ้นประสาทสัมผัสทั้งสองข้าง (Bilateral Stimulation) เช่น การเคาะเบา ๆ มือ หรือการใช้ตุ๊กตาประกอบ ไม่มีการใช้ยา และดูแลโดยนักจิตวิทยาผู้เชี่ยวชาญอย่างใกล้ชิดครับ

อย่าปล่อยให้เรื่องสะเทือนใจในวันนั้น กลายเป็นปมทำร้ายลูกในวันนี้

รอยยิ้มและความสดใสของลูกคืนกลับมาได้ด้วยความเข้าใจและการดูแลที่ถูกต้อง Better Mind Thailand พร้อมเป็นพื้นที่ปลอดภัยในการเยียวยาและดูแลใจของเด็ก ๆ และครอบครัวคุณ

นัดหมายรับบริการปรึกษาจิตวิทยาเด็กและครอบครัวเฉพาะทาง

ให้บริการในบรรยากาศคลินิกที่เป็นส่วนตัว อบอุ่น และปลอดภัยสำหรับเด็ก เดินทางสะดวกสบายใจกลางเมือง

สายด่วนนัดหมาย (Hotline): 083-120-6556
LINE Official: bettermind.th
คลินิกของเรา: Cocon, ชั้น 3 (ติด BTS สถานีอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ทางออก 1 มีที่จอดรถสะดวกสบาย)
ข้อมูลบริการเพิ่มเติม: คลิกที่นี่เพื่อศึกษารายละเอียดบริการบำบัดของเรา
International Standards & Mental Health References:

World Health Organization (WHO). (2013). Guidelines for the Management of Conditions Specifically Related to Stress.
American Academy of Child and Adolescent Psychiatry (AACAP). Practice Parameters for the Assessment and Treatment of Children and Adolescents with PTSD.

Powered by MakeWebEasy.com
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว  and  นโยบายคุกกี้