สายเกินไปไหมถ้าจะมาพบนักจิตวิทยาคู่สมรส?

417 จำนวนผู้เข้าชม  | 

สายเกินไปไหมถ้าจะมาพบนักจิตวิทยาคู่สมรส?

สัญญาณที่บ่งบอกว่า

การทำบำบัดคู่สมรสอาจจะไม่ได้ผล 



ดร. มฤษฎ์ แก้วจินดา (Ph.D.)

นักจิตวิทยาการปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ

 

ปัญหาการแต่งงานและการใช้ชีวิตคู่นั้นเป็นเรื่องละเอียดอ่อน การมองหาความช่วยเหลือจากผู้มีประสบการณ์หรือผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยาครอบครัวในปัจจุบันที่โลกและสังคมเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วจึงถือว่ามีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งต่อการใช้ชีวิตคู่

ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการจัดการกับปัญหาการปรับตัว พฤติกรรมในการใช้ชีวิตร่วมกัน หรือพื้นฐานด้านครอบครัว ด้านการควบคุมอารมณ์ของแต่ละคน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการพัฒนาความสัมพันธในช่วงรอยต่อที่เปลี่ยนจากการเคยใช้ชีวิตคนเดียวหรืออยู่กับครอบครัวตัวเองมาเป็นการเริ่มสร้างชีวิตครอบครัวใหม่กับคู่สมรส การสื่อสารที่ชัดเจนและ แสดงออกอย่างจริงใจจะช่วยสร้างความมั่นคงและแข็งแกร่งในการสร้างชีวิตคู่ให้เพิ่มมากขึ้น 


 

อย่างไรก็ตามการทำบำบัดคู่สมรสนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายและต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่ายทั้งคู่สมรสที่ต้องการพัฒนาด้านความสัมพันธ์ชีวิตคู่อย่างแท้จริงและความรู้แนวทางที่เหมาะสมจากนักจิตวิทยาผู้เชี่ยวชาญ

ถึงกระนั้นก็ตามสัญญาณต่อไปนี้อาจเป็นการบ่งบอกให้รู้ได้ในเบื้องต้นว่าการมาพบนักจิตวิทยาในการจัดการปัญหาชีวิตคู่นั้นอาจไม่เป็นผลด้วยประเด็นอุปสรรคดังต่อไปนี้

สัญญาณที่บ่งบอกว่าการบำบัดคู่สมรสจะไม่ได้ผลคือ

  • ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดแอบไปมีความสัมพันธ์กับคนอื่น
  • อีกฝ่ายถูกควบคุม หรือมีการใช้ความรุนแรงข่มขู่อีกฝ่าย
  • อีกฝ่ายมีปัญหาด้านสุขภาพจิต ใช้สารเสพติดและไม่ได้รับการรักษา

 

สัญญาณเหล่านี้เป็นปัญหาและอุปสรรคต่อนักจิตวิทยาคู่สมรสในการช่วยรักษาหรือส่งเสริมการพัฒนาความสัมพันธ์ให้คู่สมรส เนื่องจากความไม่ซื่อสัตย์หรือความจริงใจที่จะสละเวลาแรงใจทุ่มเทที่จะให้เกิดการเปลี่ยนแปลง และสิ่งแวดล้อมที่สร้างความไม่ปลอดภัยในชีวิตคู่



แต่หากไม่มีสัญญาดังกล่าวข้างต้น เราอาจสงสัยว่าคู่ของเราสายเกินไปรึยังที่จะมาปรึกษานักจิตวิทยาคู่สมรส หลายคนอาจมีคำถามนี้อยู่ในใจ

การมาปรึกษานักจิตวิทยาคู่สมรสย่อมเป็นทางออกที่ดีกับทั้งคู่ เพราะนักจิตวิทยาเป็นผู้เชี่ยวชาญและจะไม่ลำเอียงเข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง การได้เห็นมุมมองจากบุคคลภายนอกอาจทำให้เราเข้าใจปัญหาชีวิตคู่ของเรามากขึ้น

ผลสำรวจ

จากรายงานพบว่าการมาพบนักจิตวิทยาคู่สมรส สามารถช่วยรักษาชีวิตคู่ไว้ได้ในอัตราที่ค่อนข้างสูงกว่าเมื่อเทียบกับการไม่มาพบนักจิตวิทยา

แต่ก็ปฎิเสธไม่ได้ว่าในบางคู่อาจจะสายเกินไปสำหรับการมาพบนักจิตวิทยาคู่สมรส เนื่องจากการปล่อยปัญหาชีวิตคู่ไว้นานเกินไปจนฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด หรือทั้งคู่ ขาดแรงจูงใจในการพัฒนาปรับปรุงความสัมพันธ์

หากคนใดคนหนึ่งไม่ให้ความร่วมมือ ไม่สนใจกระบวนการบำบัดชีวิตคู่ สิ้นหวังกับการพัฒนาสัมพันธภาพ การมาพบนักจิตวิทยาคู่สมรสก็อาจจะไม่ได้ช่วยให้สัมพันภาพของทั้งคู่ไปต่อด้วยกันได้แต่อาจได้รับกระบวนการสิ้นสุดความสัมพันธ์แบบถูกวิธีแทน

จากสถิติพบว่าคู่แต่งงานมักจะมาพบนักจิตวิทยาคู่สมรส ในปีที่6หลังแต่งงานไปแล้วและมากกว่ากว่า50% มักจะหย่าร้างในปีที่7

จากผลสำรวจทำให้เห็นว่า คู่สมรสใช้เวลาในการรอให้ชีวิตคู่เกิดการเปลี่ยนแปลงหรือทนกับปัญหาที่แก้ไขไม่ได้เนิ่นนานจนเกินไป ทำให้สัมพันธภาพกับอีกฝ่ายแย่ลงจนกระทั่งนำไปสู่การหย่าร้าง การมาพบนักจิตวิทยาคู่สมรส ยิ่งมาเร็วยิ่งแก้ปัญหาได้เร็ว

 



การมาพบนักจิตวิทยาช่วยรักษาชีวิตคู่ได้อย่างไร?

การสื่อสารเป็นตัวแปรสำคัญในปัญหาสัมพันธภาพ นักจิตวิทยาผู้เชี่ยวชาญท่านหนึ่งได้กล่าวไว้ว่า การพัฒนาความสัมพันธ์ในชีวิตคู่อาจไม่ประสบผลสำเร็จหากอีกฝ่ายไม่ยอมให้โอกาสอีกฝ่ายได้ปรับปรุงและพัฒนานิสัยของตัวเอง

เคล็ดลับที่สำคัญในการใช้ชีวิตคู่คือต้องเลือกที่จะถกเถียงแต่ในเรื่องที่มีประโยชน์ต่อการปรับปรุงและพัฒนาชีวิตคู่เท่านั้น และแน่นอนว่าการเปลี่ยนแปลงใดๆก็ตามนั้นย่อมต้องใช้เวลา

การเปลี่ยนแปลงไม่ได้เกิดขึ้นในชั่วข้ามคืน ดังนั้นความอดทนและความทุ่มเทระยะเวลาในการพัฒนาสัมพันธภาพจึงเป็นสิ่งที่สำคัญต่อการพัฒนาและปรับปรุงชีวิตคู่ การกันและกันให้เกียรติกัน มีบรรกาศที่ยอมรับ และเปิดใจ    มีความเชื่อมั่นศรัทธาในปลอดภัยในการพูดคุยหรืออยู่ร่วมกันย่อมเป็นพื้นฐานที่ดีต่อการพัฒนาชีวิตคู่ที่ยั่งยืน

การให้คำปรึกษาหรือบำบัดปัญหาชีวิตคู่จากนักจิตวิทยาผู้เชี่ยวชาญโดยทั่วไปแล้วอาจเริ่มต้นจากการพัฒนาการพูดจาสื่อสารที่ดีต่อกัน มีทักษะการแก้ไขความขัดแย้ง และใช้ชีวิตอยู่ร่วมกัน ช่วยเหลือซึ่งกันและร่วมมือกัน เป็นทีมเวิร์ค

 

 


มุมมองของการมาพบนักจิตวิทยาคู่สมรส

การมาพบนักจิตวิทยาผู้เชี่ยวชาญด้านสัมพันธภาพชีวิตคู่นั้นอาจไม่ได้แปลว่าคู่แต่งงานของเรานั้นมีปัญหาเข้าขั้นวิกฤติเสมอไป แต่ในอีกมุมหนึ่งการมาพบนักจิตวิทยาสำหรับชีวิตคู่เป็นการแสดงถึงจุดยืนว่าคนสองคนที่ตั้งใจใช้ชีวิตร่วมกันมีความมุ่งมั่นที่จะปรับปรุงพัฒนาความสัมพันธ์ของการใช้ชีวิตคู่ของตนอย่างจริงจังให้เกิดความเข้าใจและให้เกิดความสุขในการใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันไปจนวันสุดท้าย

นักจิตวิทยาด้านความสัมพันธชีวิตคู่จึงมีส่วนช่วยในเรื่องการสื่อสารระหว่างกันให้มีความเข้าใจมากขึ้นเพื่อให้คนทั้งคู่ได้สานสัมพันธ์ในการสร้างชีวิตร่วมกันอย่างแข็งแกร่ง

เพราะชีวิตแต่งงานไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับหลายๆคู่ คนสองคนที่มาจากครอบครัวที่ต่างกันมาใช้ชีวิตร่วมกันย่อมมีความคาดหวังจากอีกฝ่ายที่แตกต่างกัน อย่างไรก็ตามความคาดหวังนั้นควรอยู่บนพื้นฐานของความเป็นจริงและสมเหตุสมผลด้วยเสมอ

นักจิตวิทยาผู้เชี่ยวชาญด้านชีวิตคู่นั้นนอกจากจะให้คำปรึกษา แก้ไขความสัมพันธด้านการใช้ชีวิตคู่ของคู่สมรสคู่แต่งงานทั้งใหม่และเก่าแล้วยังให้คำปรึกษาหรือวิธีปฎิบัติตัวสำหรับคู่รักที่กำลังจะตกลงปลงใจในการเลือกที่จะใช้ชีวิตร่วมกัน หรือกำลังจะจูงมือกันเดินเข้าสู่ประตูวิวาร์อีกด้วย

มีหลากหลายเหตุผลที่คู่สมรสอาจมองหาที่ปรึกษาด้านชีวิตแต่งงาน และในบางบางกรณีการแต่งงานอาจมีความเสี่ยงหรือแนวโน้มที่จะเกิดการหย่าร้างสูงกว่าในคู่อื่นๆ เนื่องจากพื้นฐานปัจจัยภายนอกเหนือที่มาเกี่ยวข้อง เช่น การแต่งงานของคู่สมรสที่อายุยังน้อย เคยมีประวัติและประสบการณ์ของพ่อ-แม่ที่หย่าร้าง มีสภาพคล่องทางการเงินที่ไม่ดี หรืออื่นๆที่คิดว่าเป็นปัจจัยเสี่ยงที่ควรมาพบนักจิตวิทยา เพื่อได้รับการแก้ไขตั้งแต่เนิ่นๆ

 


คู่สมรสควรมาพบนักจิตวิทยาในประเด็นใด

การมาพบนักจิตวิทยาในประเด็นปัญหาชีวิตคู่อย่างที่ได้กล่าวไปแล้วว่ายิ่งรู้ตัวไวก็จะทำให้การแก้ปัญหาชีวิตคู่นั้นมีประสิทธิภาพและลดความขัดแย้งได้เร็วขึ้น และไม่ควรต้องทนทุกข์ทรมานกับชีวิตแต่งงานดังนั้น จงอย่ารอจนกระทั่งสัมพันธภาพของการใช้ชีวิตคู่เสียหายจนยากจะแก้ไข แต่เราควรมาองหาหนทาง หรือวิธีที่ช่วยแก้ไขปรับปรุงความสัมพันธ์ของเราให้ดีขึ้นในทุกๆวัน

การเรียนรู้พัฒนาเรื่องการสื่อสาร แก้ไขความขัดแย้ง รู้จักสร้างบรรยากาศให้โรแมติกและมีการควบคุมอารมณ์เวลาไม่พอใจจึงเป็นหลักการพื้นฐานที่สามารถช่วยพัฒนาความสัมพันธ์การใช้ชีวิตคู่ได้ และไม่มีชีวิตคู่ของใครในโลกที่จะสมบรูณ์แบบไปทุกอย่างจนอย่างไม่มีข้อติ หรือคู่ไหนที่อยู่ด้วยกันโดยไม่มีความเห็นต่างหรือ ปราศจากความขัดแย้งทุกคู่นั้นมีหมด

ดังนั้นคู่ชีวิตต้องเรียนรู้วิธีเผชชิญหน้ากับปัญหาอย่างฉลาดและมีทักษะที่จะสามารถนำชีวิตคู่เมื่อเจอความขัดแย้งกลับมาสู่ความสัมพันธ์อันดีตามเดิมให้ได้

หากมีประเด็นในคำถามดังต่อไปนี้แนะนำว่าควรมาพบนักจิตวิทยาเพื่อได้รับแนวทางในการพัฒนาสัมพันธภาพให้ดีและช่วยป้องกันความขัดแย้งรุนแรงที่จะเกิดขึ้นต่อมา

ประเด็นปัญหาที่ไม่ควรมองข้ามมีดังนี้ 

•       ทั้งคู่มีความขัดแย้งเรื่อง ศาสนา ความเชื่อ หรือค่านิยมที่ต่างกันหรือไม่?

•       วิจารณ์อีกฝ่ายบ่อยๆหรือไม่?

•       มีการหลีกเลี่ยงการถูกวิพากวิจารบ่อยๆหรือไม่?

•       รู้สึกไม่อยากยุ่งเกี่ยวกับอีกฝ่ายหรือไม่

•       รู้สึกด้อยค่า รู้สึกขุ่นเคือง รู้สึกถูกเอาเปรียบจากอีกฝ่ายหรือไม่

•       สื่อสารแย่ และมีปัญหาหรือไม่

•       รู้สึกว่าไม่มีอะไรที่เข้ากันได้เลยหรือไม่

•       รู้สึกว่านับวันความสัมพันธ์ยิ่งห่างไกลกันหรือไม่

•       เกิดเหตุการณ์นอกใจ ใช้ยาเสพติด ติดสุรา มีการทำร้ายทารุนกันหรือไม่

 
นอกจากนั้นแล้วหากคู่สมรสรู้สึกว่าสัมพันธภาพของทั้งคู่นับวันจะไม่ได้สร้างความสัมพันธ์อันดีเพิ่มขึ้น และสะสมความไม่พอใจ และสร้างความเครียดสะสม หรือความขัดแย้งมากขึ้นก็ควรมาปรึกษานักจิตวิทยาผู้เชี่ยวชาญได้เช่นกัน

 

 

การบำบัดเน้นอะไรบ้าง

สิ่งที่สำคัญที่สุดในการบำบัดการใช้ชีวิตคู่คือการที่คนสองคนต้องพร้อมใจกันในการแก้ไขปรับปรุงชีวิตแต่งงานร่วมกันอย่างจริงจัง และยอมเปิดใจพร้อมที่จะไปกับกระบวนการบำบัดและวิธีการอย่างแท้จริง

การมาพบนักจิตวิทยาเป็นการตั้งใจที่จะแก้ไขชีวิตแต่งงานให้ดีขึ้น และเมื่อสิ่งนี้เกิดขึ้นทักษะการช่วยเหลือชีวิตคู่ก็จะมีประสิทธิภาพมากขึ้น นักจิตวิทยาสามารถที่จะผสมผสานทักษะที่เชี่ยวชาญในการสร้างบรรยากาศที่ส่งเสริมความมีเหตุผลจากทั้งคู่ สิ่งแวดล้อมที่เบาะบางแต่มีพลังบวก ความอ่อนโยน และโรแมนติกในการช่วยรักษาบาดแผลทางจิตใจ และเป็นแรงเสริมให้พัฒนาไปสู่ชีวิตที่ดีขึ้น

บรรยากาศที่เปลี่ยนไปในการบวกจะเกิดขึ้นได้เมื่อทั้งคู่มีความเข้าใจและเปิดใจในการทำการบำบัด ตั้งใจพัฒนาชีวิตคู่สานต่อแม้จะไม่ได้อยู่ต่อหน้านักจิตวิทยาก็ตาม
การที่คนสองคนที่ใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันและเมื่อเกิดปัญหาต่างฝ่ายสามารถที่จะออกมาแสดงการยอมรับผิดและนำปัญหานั้นไปแก้ไขปรับปรุงได้ถือว่าเป็นสัญญาณที่ดีของการทำจิตบำบัดชีวิตแต่งงาน อย่างไรก็ตามทั้งคู่ต้องให้ความร่วมมือและเปิดใจกับกระบวนการ

 



ความคาดหวัง

นักจิตวิทยาจะช่วยให้การสื่อสารของทั้งคู่ได้รับการรับฟังซึ่งกันและกัน ทำให้การสื่อสารของทั้งคู่เข้าใจกันมากขึ้น ทำให้คนทั้งคู่ได้มีสัมพันธภาพที่ใกล้ชิดกันมากขึ้น อย่างไรก็ตามการสื่อสารควรอยู่ในบรรยากาศที่ปลอดภัย และเป็นที่ตกลงยอมรับของทั้งคู่

หากรู้สึกว่ามีฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดที่คุยยากนักจิตวิทยาก็จะมีวิธีปรับให้มีความเข้าใจและยอมให้เขาเปิดใจมากขึ้น ชี้ให้เห็นถึงความคาดหวังในเรื่องของการใช้ชีวิตร่วมกันควรอยู่บนพื้นฐานความเป็นจริงของทั้งคู่เพื่อให้การดำเนินชีวิตไปในทิศทางเดียวกันอย่างมีความสุข พูดคุยกันอย่างมีความเข้าใจและให้ทักษะในการแก้ไขปัญหาชีวิตก็จะช่วยลดปัญหาการหย่าร้างลงได้

ระยะเวลาที่ใช้

แต่ละคู่ใช้ระยะเวลาไม่เท่ากัน นักจิตวิทยาสามารถช่วยทักษะชีวิตและทักษะการแก้ปัญหาเพื่อที่จะสามารถมีความรู้ในการใช้ชีวิตอยู่ในสังคมได้แต่ทั้งหมดนี้คู่สมรสต้องนำประโยชน์จากความรู้นี้ออกมาใช้ให้เกิดผลให้ได้ มีหลายประเด็นที่นักจิตวิทยาต้องคำนึงเป็นพิเศษ คือ

  • ความอ่อนไหวทางวัฒนธรรม
  • ลักษณะสไตล์การสื่อสาร
  • เรื่องที่เป็นประเด็นกระทบกระทั่งกันบ่อยๆ
  • ภูมิหลัง พื้นเพ


การรักษาหรือทำจิตบำบัดคู่สมรสจะสำเร็จได้ต้องพัฒนาประสิทธิภาพด้าน ความสัมพันธ์แบบมีวุฒิภาวะ การปรับตัวให้เข้ากัน และการสานสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน ประโยชน์ของการทำบำบัดคู่สมรสและคู่แต่งงานมีอยู่มากมายไม่ว่าจะอยู่ในสถานการณ์ไหนก็ตาม ประโยชน์จากการทำบำบัดจะทำให้ชีวิตคู่ มีการได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าช่วยรักษาชีวิตแต่งงานไว้มากมายดังนั้นหากมีคำถามหรือปัญหาเรื่องสัมพันธภาพไม่ควรปล่อยทิ้งไว้แต่ควรมาพบนักจิตวิทยาผู้เชี่ยวชาญเพื่อได้รับคำแนะนำและลงมือแก้ไขให้ถูกทางในทันที

 


 

นักจิตวิทยาคู่สมรสนั้นนอกจากจะให้คำปรึกษาชี้แนะ เชื่อมสัมพันธ์ชีวิตคู่ให้เข้าใจกันมากขึ้นแล้ว ในบางกรณีก็อาจให้การบำบัดปัญหาเรื่องการใช้ชีวิตแต่งงานด้วย การบำบัดปัญหาชีวิตคู่อาจมีการชี้ให้เห็นถึงสาเหตุของปัญหา หาทางช่วยแก้ไข

การแก้ไขนั้นต้องเป็นขั้นเป็นตอน และไม่ว่าปัญหานั้นจะรู้ที่มาสาเหตุหรือไม่ก็ตาม การมาพบนักจิตวิทยานั้นสามารถช่วยรักษาชีวิตแต่งงานของทั้งคู่ได้ มีการอยู่ร่วมกันอย่างมีความเข้าใจ และร่วมมือกันแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น และทัศนคติที่มีต่อกันและกัน ซึ่งจะเป็นประโยชน์แก่ทั้งคู่อย่างแน่นอน

บางครั้งนักจิตวิทยาคู่สมรสไม่ได้บำบัดแค่คู่สมรสที่ได้แต่งงานใช้ชีวิตร่วมกันมานานและเกิดมีปัญหา แต่นอกเหนือจากนั้นนักจิตวิทยาคู่สมรสยังให้บริการการปรึกษาครอบคลุมไปถึงคู่รักที่กำลังจะตกลงใช้ชีวิตคู่ร่วมกันแต่ยังไม่แน่ใจว่าจะไปกันรอดหรือไม่อีกด้วย

ดังนั้นการมาพบนักจิตวิทยาเพื่อได้รับคำแนะนำ เป็นการส่งต่อเป้าหมายที่ชัดเจนในการให้คำมั่นสัญญาว่าคนสองคนจะใช้ชีวิตร่วมกันและสร้างครอบครัวที่สมบรูณ์ให้แข็งแรงขึ้น

ดังนั้นคำแนะนำหรือกระบวกการบำบัดต่างๆจึงมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งสำหรับว่าที่เจ้าบ่าวและเจ้าสาว คำแนะนำอาจเป็นเรื่องทั่วไปเช่น การใช้ชีวิตร่วมกัน เวลาที่แยกห่าง สัมพันธภาพ ไปจนถึงเมื่อความสัมพันธ์เกิดขัดแย้งและทำต้องทำอย่างไร หากความสัมพันธ์ที่มีปัญหาไม่ได้รับการแก้ไขจะส่งผลกระทบอย่างไร

ดังนั้นปมต่างๆที่มีก่อนการเริ่มเข้าสู่ขั้นตอนการแต่งงานจึงถือเป็นประเด็นสำคัญ หรือแม้กระทั่งสัญญาณเตือนต่างๆที่อาจเป็นภัยต่อการใช้ชีวิตคู่ซึ่งที่ทั้งคู่ก็อาจยังมองไม่เห็นในเวลานั้นก็ควรได้รับการชี้แนะเพื่อหาทางออกที่เหมาะสมด้วยเช่นกัน

 

อ้างอิง

https://clintonpower.com.au/2014/07/couples-retreat-focusing-on-your-relationship/

https://www.verywellmind.com/does-marriage-counseling-work-2300428

https://www.verywellmind.com/is-it-too-late-for-couples-therapy-5191478

Powered by MakeWebEasy.com
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ นโยบายความเป็นส่วนตัวและคุกกี้